รอพิสูจน์นโยบาย "ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ" วางอนนาคตประเทศไทย ผลักดัน GDP ทะยาน 3% พลัส

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

รอพิสูจน์นโยบาย "ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ" วางอนนาคตประเทศไทย ผลักดัน GDP ทะยาน 3% พลัส

Date Time: 16 ก.พ. 2569 04:56 น.

Summary

“ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ได้รวบรวม “นโยบายเศรษฐกิจ” ของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ประกาศไว้ ทั้งในช่วงหาเสียง และกลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” เพื่อให้เห็นทิศทางคร่าวๆว่า เมื่อ “นายกฯหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล คัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้ารัฐนาวาสมัยที่ 2 แล้ว จะมีไม้เด็ดเคล็ดลับอะไรเก็บไว้พร้อมนำมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยบ้าง

Latest

ลุยทำ “หมูหัน” รับ “ตรุษจีน” ดึงผลผลิตส่วนเกินจากตลาด 5 หมื่นตัวต่อเดือน

แม้ว่า “การเลือกตั้งปี 69” จะเป็นการเลือกตั้งที่มีความวุ่นวาย หลายเขตเลือกตั้งเห็นพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล จนเกิดการประท้วงถึงความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งมากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่า พรรคที่จะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่งในครั้งนี้ยังคงเป็น “พรรคภูมิใจไทย”

เพราะ “พรรคภูมิใจไทย” ได้จำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากถึง 193 เสียง สูงกว่าพรรคประชาชน ที่ได้ที่นั่งเป็นอันดับที่ 2 ถึง 75 ที่นั่ง ส่งผลให้แม้มีการเปลี่ยนแปลงคะแนนไปบ้าง แต่พรรคภูมิใจไทยจะยังคงเป็นพรรคแกนนำจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” และเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยน่าจะพยายามผลักดัน “นโยบายหลัก” ของพรรคที่ใช้หาเสียงเข้ามาเป็น “นโยบายบริหารประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” ให้มากที่สุด

โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งประสบความสำเร็จในช่วงปลายปีที่ผ่านมาถือเป็น “นโยบายเรือธง” ของพรรค ขณะที่การประกาศตั้ง “3 รัฐมนตรีมืออาชีพ” กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น การสานต่อนโยบายเศรษฐกิจ และการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ และภาคเอกชนมองว่า หลังจากเศรษฐกิจไทยสะสมปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุดมายาวนาน บวกกับแรงกดดันจากระเบียบใหม่ของการค้าและภาษีโลก ปัญหาเศรษฐกิจไทยขณะนี้จึงเข้าสู่จุดอันตราย และวิกฤติ ความหนักหนาของสถานการณ์สวนทางกับ “เงินในกระเป๋า” ของรัฐบาลที่ลดลงเรื่อยๆ หนทางแก้วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด

ล่าสุด นอกเหนือจาก 8 นโยบาย “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ” ซึ่งได้นำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงการหาเสียง “พรรคว่าที่รัฐบาล” ยังได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจเพิ่มเติมภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นแนวทางช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว และเป็นเป้าหมายการทำงานในช่วง 4 ปีของรัฐบาล เพื่ออนาคตประเทศไทย

“ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ได้รวบรวม “นโยบายเศรษฐกิจ” ของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ประกาศไว้ ทั้งในช่วงหาเสียง และกลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” เพื่อให้เห็นทิศทางคร่าวๆว่า เมื่อ “นายกฯหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล คัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้ารัฐนาวาสมัยที่ 2 แล้ว จะมีไม้เด็ดเคล็ดลับอะไรเก็บไว้พร้อมนำมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยบ้าง

8 นโยบาย “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ”

เริ่มจากนโยบายที่ใช้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” มีนโยบายที่นำเสนอต่อ กกต. 8 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายด้านความมั่นคงและการบริหารจัดการรัฐ นโยบายด้านเศรษฐกิจ และพลังงานเพื่อลดค่าครองชีพ และนโยบายด้านการศึกษา สังคม และสาธารณสุข ภายใต้สโลแกน “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ” โดยจะใช้งบประมาณรวม 148,000 ล้านบาท ถือว่าน้อยกว่าพรรคการเมืองอื่น

ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 ซึ่งไม่ใช้งบประมาณแต่เป็นการประกาศตัว “รัฐมนตรีมืออาชีพ” ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 4 ตำแหน่งหลัก คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

นโยบายที่ 2 แน่นอนว่าเป็น นโยบายเรือธง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 69 จำนวน 44,000 ล้านบาท คาดว่า วงเงินที่ประชาชนได้รับจะเท่ากับเฟสแรก คือ ประชาชนทั่วไป 2,000 บาทและผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 2,400 บาท นโยบายที่ 3 “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” สำหรับ 300 ยูนิตแรก ซึ่งจะใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 63,000 ล้านบาท นโยบายที่ 4 การส่งเสริมการใช้ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” โดยให้ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี กองทุนพลังงาน งบสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนกับภาคเอกชน

นโยบายที่ 5 การศึกษาเท่าเทียม (เรียนฟรีมีจริง, เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา) โดยใช้งบประมาณ 700 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี นโยบายที่ 6 ที่พยายาม

ตอบโจทย์การเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศ นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) มุ่งสร้างงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน และมีสัญญาจ้าง 4 ปี

นโยบายที่ 7 “จ้างทหารอาสา” 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีก 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน ประจำการ 4 ปี ใช้งบ 22,700 ล้านบาทต่อปี และนโยบายที่ 8 ขวัญใจคนชายแดน “สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน” 866 ล้านบาทจากงบประมาณประจำปี และความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยคาดการณ์จากชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาว 798 กิโลเมตร สร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการ และภาคเอกชน 8 นโยบาย “ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ” ในภาพรวมมีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลฟื้นฟูประเทศ และนโยบายที่อาจจะสร้างปัญหา มีความทับซ้อน และควรทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เมื่อนำไปปฏิบัติ

และที่สำคัญที่สุด มีการตั้งข้อสงสัยต่อวงเงินที่จะใช้จ่ายจริง ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าวงเงินประเมินที่  148,000 ล้านบาทไปมาก  และบางนโยบายอาจสร้างปัญหาระยะยาวต่องบประมาณในอนาคต

เปิดยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus”

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจนได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง “เอกนิติ” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” หรือ “เศรษฐกิจ 10 พลัส” ที่ต่อยอดเพิ่มเติม หรือพลัส มาจากนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลที่ผ่านมา และเป็นการขยายความจาก 8 นโยบายแรกที่ได้แจ้งต่อ กกต.ไว้

โดยตั้งเป้าหมายความสำเร็จของนโยบายว่า จะสามารถหยุดเศรษฐกิจไทยจากภาวะชะลอตัว และตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 3% พลัส หรือ 3%++

ทั้งนี้ แบ่งมาตรการภายใต้ Thailand 10 Plus ออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนที่ 1 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากแนวทาง Quick Big Win ซึ่งจะเน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรม

ประกอบด้วย โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 : ต่อยอดโครงการเดิมเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีแผนเดินหน้าเฟส 2 ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน จะเร่งเดินหน้า Quick Big Win เดิมที่ทำไว้แล้ว โดยเร่งรัดจัดการหนี้ที่จะยกระดับโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 100,000 บาทให้มาปรับโครงสร้างหนี้ และศึกษาความรู้ทางการเงิน เป็นโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วมากขึ้น

รวมทั้งจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” และทำ “ประกันภัยพิบัติ” ให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐช่วยจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ 1,000 บาทต่อครัวเรือน โดยเมื่อเกิดภัยพิบัติและ AI ตรวจพบข้อมูล จะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท รวมถึงเดินหน้าโครงการ TiSAพัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผล เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยจะทบทวนมาตรการที่เคยเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปก่อนหน้านี้

เติบโตทั่วถึงลดเหลื่อมล้ำคนตัวเล็ก

ขณะที่มาตรการส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 จะเป็นมาตรการ หรือโครงการที่พลัสเพิ่มขึ้นมาจากมาตรการ Quick Big Win เดิมที่ทำอยู่ โดยนโยบายส่วนที่ 2 นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นการลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือคนตัวเล็กให้มีโอกาสมากขึ้น

ประกอบด้วย คนตัวเล็กตัวน้อย พลัส : แก้เศรษฐกิจปากท้องด้วยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินออม ลดภาระหนี้เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนรอบใหม่ โดยเน้นผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก

ผู้สูงวัย พลัส : การเสริมทักษะให้มีงาน มีเงิน มีคนดูแล เช่น จ้างงานผู้สูงอายุแล้วนำรายจ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) ลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ

ชุมชน พลัส : ส่งเสริมให้ชุมชนผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด เสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น ให้คนสามารถทำงาน และมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

SMEs พลัส : เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุน ยกระดับ SMEs ไทย สนับสนุนสินค้า SME ไทย หรือสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ควบคู่ด้วย ธุรกิจ พลัส ส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดเล็ก

เพิ่มเงินลงทุน-ฟื้นศักยภาพการแข่งขัน

สำหรับส่วนที่ 3 เป็นนโยบายเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) ซึ่งจะมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ประกอบด้วย การศึกษาเท่าเทียม พลัส : เรียนฟรี เรียนทุกที่ทุกเวลา Online Learning Platform หรือเรียนฟรีออนไลน์ Skill Bridge หรือสะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบมีงานทำ และ Learning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิต เก็บครบรับปริญญา เพิ่มทักษะรับความต้องการตลาดงานยุคใหม่

เศรษฐกิจสีเขียว พลัส : การผลิตสินค้ารักษ์โลก เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2593 เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยพรรคมีแนวคิดว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” จะเป็นหนทางรวยให้คนไทยโตอย่างยั่งยืน ทำให้ต้องเร่งดำเนินการด้านกฎหมาย และมาตรฐานสีเขียว การเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต และอุตสาหกรรมสีเขียว

ลงทุน พลัส : ตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายใน 4 ปี กระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ

เทรด พลัส : ยึดตลาดโลกด้วยพันธมิตรการค้า หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียว ใช้ระบบ Barter Trade หรือการค้าต่างตอบแทน หากซื้ออาวุธจากต่างประเทศต้องซื้อสินค้าเกษตรไทยด้วย

เอไอ พลัส : เพิ่มทักษะ AI เพื่อเพิ่มรายได้ในการทำงาน นำ AI (เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูล งาน และการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

ไทยแลนด์ พลัส : รัฐบาลทำงานไว อนุมัติไว โดยเฉพาะโครงการ BOI Fast Pass ที่จะปรับปรุงกฎระเบียบให้

นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 480,000 ล้านบาท เข้ามาลงทุนจริง และลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

@@@@@

หากมองภาพเศรษฐกิจไทย ตามทิศทางนโยบายที่กล่าวมาทั้งหมด หนึ่งในความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้คือ ภูมิใจไทยจะต้องได้คุมกระทรวงเศรษฐกิจหลักๆแทบทั้งหมด หรือไม่เช่นนั้น รมต.พรรคร่วมรัฐบาลต้องเป็นเด็กดี เดินตามนโยบายของภูมิใจไทยให้สอดคล้องต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเป็น “รัฐบาลผสม” ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลล้วนอยากนำนโยบายที่สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงมาสร้างคะแนน สร้างฐานเสียงให้พรรคตัวเอง

นอกจากนั้น ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่จะพิสูจน์ความสำเร็จ คือ “การสรรหาเม็ดเงินที่จะนำมาใช้” โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม ภายใต้งบประมาณปี 69 ที่คาดจะล่าช้า 3-6 เดือน และอีกปัจจัย คือ “ระยะเวลา” เพราะหลายมาตรการจะเห็นผลในระยะยาว ดังนั้น นอกเหนือจากคนละครึ่งพลัส เฟส 2 แล้ว คาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ จะมีไม้เด็ด ไพ่ตายที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่ถูก “พายุเศรษฐกิจที่รุนแรงทั้งในและนอกประเทศ” ในปีนี้ซัดจนซวนเซอีก.

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ