โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

Date Time: 9 ก.พ. 2569 04:55 น.

Summary

นับถอยหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ราว 2 ปี 9 เดือน ประเทศไทยผ่านมือนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ราชการแผ่นดินไม่ใช่สนามลองของ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก นายกรัฐมนตรีและทีมของเขามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศ สภาพการณ์ ปากท้องไม่เป็นใจ ประชาชนพร้อมโกรธเกรี้ยวได้ทุกเมื่อ

Latest

กองทุนน้ำมันพลิกฐานะเป็นบวก เร่งร่างแผนรับวิกฤตพลังงานชงรัฐบาลใหม่

ผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ให้ต้องลุ้น ต้องรอกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล จับขั้วการเมือง ซึ่งจะส่งให้แคนดิเดตคนใดคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

นับถอยหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ราว 2 ปี 9 เดือน ประเทศไทยผ่านมือนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ราชการแผ่นดินไม่ใช่สนามลองของ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก นายกรัฐมนตรีและทีมของเขามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศ สภาพการณ์ ปากท้องไม่เป็นใจ ประชาชนพร้อมโกรธเกรี้ยวได้ทุกเมื่อ

“ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอรวบรวมปัญหา ภารกิจ โจทย์เศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสาง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ไม่มีเรื่องไหนง่าย

นายกรัฐมนตรีที่คุมความเสี่ยงได้จริง

ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือการคุมทิศทางของรัฐบาลผสมให้เป็นรัฐบาลเดียวกัน ไม่ใช่การรวมนโยบายหลายพรรคมาทำพร้อมกัน เพราะความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของรัฐบาลผสม คือการต่อรองทางการเมืองที่ผลักนโยบายต้นทุนสูงเข้ามาเป็นนโยบายรัฐบาลโดยไม่มีกรอบชัดเจน จนภาระงบประมาณบานปลายและกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศมีข้อจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65.7% ของจีดีพี ใกล้เพดานที่ 70% และเศรษฐกิจเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี พื้นที่การใช้จ่ายของรัฐจึงมีจำกัดกว่าที่ผ่านมา หากการใช้จ่ายขยายตัวเร็วเกินไป รัฐอาจต้องกู้เพิ่ม ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น และงบลงทุนที่จำเป็นต่อการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวจะถูกเบียดออกไป

การตัดสินใจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ที่การตั้งกรอบวินัยทางการคลังว่าอะไรทำก่อน อะไรทำหลัง อะไรไม่ควรทำในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างภาระระยะยาวหรือบิดเบือนกลไกตลาด หากไม่กล้าชะลอหรือปรับรูปแบบ นโยบายระยะสั้น จะกลายเป็นต้นทุนระยะยาวของทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรียังต้องจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลให้สมดุลระหว่างการดูแลปากท้องวันนี้ กับเสถียรภาพเศรษฐกิจวันหน้า ช่วยเหลือได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่คุมต้นทุนได้ และไม่ทำให้ระบบการคลังเสียสมดุล

สุดท้ายประเทศต้องการนายกรัฐมนตรีที่กล้าพูดความจริง กล้าตัดสินใจ และคุมเกมได้ เพราะในเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง ผู้นำที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คนที่ให้มากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ประเทศ “ไม่พลาด” ในเรื่องการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

งานหินอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างให้ได้

แม้ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงเกรดซี  แต่งานของ รมว.อุตสาหกรรมไม่หมูและเป็นงานเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มีวาระเร่งด่วนที่ไม่มีช่วงฮันนีมูน เพราะต้องเข้ามาเข้ารีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของไทย ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น 1.เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

(MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CapU) ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ เพราะ MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของประเทศไทยมานานหลายปี ขณะที่ CapU ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อแต่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะต้นทุนการผลิตยังมีความผันผวน ทั้งจากค่าเงินบาทและภาษีสหรัฐฯ

2.ปลดล็อกเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 3.กำหนดมาตรการ รับมือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากัดกินสินค้าไทย เกิดการตัดราคา ทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ โรงงานไทยต้องปิดกิจการ และ 4.ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve+Green Industry โจทย์ใหม่ในยุคที่โลกไม่ได้ต้องการของถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าสะอาด-มีเทคโนโลยี-ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

ตั๋วร่วม-พระราม 2 เรื่องสยองที่คมนาคม

ที่กระทรวงคมนาคม นโยบาย “ตั๋วร่วม” คือสิ่งที่เจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด นโยบาย “ตั๋วร่วม” เดินหน้าได้เมื่อไร จะส่งผลให้การเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ใช้บัตรใบเดียวชำระค่าโดยสารในราคาเหมาจ่ายต่อวัน ช่วยทำให้ราคาลดลง ลดภาระคนทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีภาระค่าเดินทางแพงหูฉี่

ไม่ว่าใครเข้ามา เชื่อว่ามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแก้ปัญหาค่าโดยสารราคาแพงให้จงได้ ส่วนจะเป็นในรูปแบบใด ต้องรอลุ้นว่าพรรคไหนจะได้เจาะไข่แดง

และอีกเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ นั่นคือความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเข้ามาสะสางปัญหาต่อให้จบ โดยรัฐบาลก่อนหน้าเคยประกาศว่าขอให้ชาวบ้านทนอีกหน่อย หลังกลางปี 2569 จะไม่มีก่อสร้างบนถนนพระราม 2 อีกแล้ว รัฐมนตรีใหม่เข้ามาน่าจะต้องถูกกดดันต่อ

ขุมทรัพย์พลังงานรอสานต่อแบบจุกๆ

เลาะเลียบมาแถวถนนวิภาวดีรังสิต จอดป้ายที่กระทรวงพลังงาน ทำเลที่นักการเมืองจ้องตาเป็นมัน แม้มีงบประมาณหมุนเวียนระดับแค่ 3,000-4,000ล้านบาทต่อปี แต่ขุมทรัพย์ที่แฝงเร้นอยู่นับว่าเอกอุ

รมว.พลังงานคนใหม่จะต้องเข้ามาผลักดันเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการเดินหน้าเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยต้องผลักดันให้เกิดการประกาศผลผู้ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (รอบที่ 25) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องอนุมัติ รวมถึงเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 บริเวณทะเลน้ำลึก โดยคาดว่าจะเปิดการสำรวจได้จริงในช่วงปลายปี 2569 และยังต้องเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่ออายุสัมปทาน พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ซึ่งใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี 2572

2.เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ของประเทศไทย ฉบับใหม่ให้เสร็จ หลังจากมีการปรับปรุงร่างแผนพีดีพีมาหลายครั้ง โดยต้องพิจารณาเรื่องการแห่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในประเทศไทย ที่เพิ่มการใช้ไฟมหาศาล การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์

ของไทยในปี 2593 และ 3.ต้องเร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี 2568 วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดกรองโครงการ ส่วนงบปี 2569 วงเงิน 9,000 ล้านบาท เป็นอำนาจเต็มไม้เต็มมือของ รมต.ใหม่

คลังชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปุ๊บปั๊บ

ส่วนที่กระทรวงใหญ่ งานเยอะอย่างกระทรวงการคลัง คาดว่าสิ่งที่ รมว.คลังคนที่กำลังจะมา ต้องเดินหน้าลุยสถานเดียว คือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว กระตุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ที่ต่ำสุด 1.5% ให้ได้ เรื่องนี้ทีมงานกระทรวงการคลังได้ศึกษานโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองไว้เบื้องต้นแล้ว รอแค่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล มาปุ๊บอัดฉีดปั๊บ ไพร่ฟ้าจะได้หน้าใส อารมณ์ดี

นอกจากนั้นยังน่าจะต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปภาษี ที่ต้องถูกเสนอให้ตัดสินใจแน่ๆ คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งบรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางแล้ว ส่วนจะปรับขึ้นครั้งเดียว จาก 7% เป็น 10% หรือจะทยอยปรับเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้มีผลในปีงบประมาณ 2570 ท่านรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ

เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีทอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อจดทะเบียนธุรกิจทองคำ เนื่องจากการค้าขายผ่านออนไลน์ ยังไม่มีการกำกับดูแล และอาจช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงป้องกันการฟอกเงินของธุรกิจสีเทาด้วย

ดีอีล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าแก๊งสแกมเมอร์

ตามล้างตามผลาญกันมาหลายยุค หลายรัฐมนตรี ท่าน รมว.ดีอีคนใหม่หนีไม่พ้นภารกิจปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ โจรไซเบอร์ ต่อแบบห้ามพัก

นอกจากการกระชับพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ติดตามให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันแล้ว กระทรวงดีอียังมีหน้าที่ออกกฎหมาย ปรับปรุงให้เท่าทันกับกลเม็ดเด็ดพรายที่เปลี่ยนรายวันของแก๊งโจร ที่ รมต.ใหม่ต้องเข้ามาเจอและตัดสินใจว่าจะสานต่อหรือไม่ คือการพยายามออกกฎหมายที่ทำให้รัฐไทยสามารถตอบโต้กับแก๊งโจรได้บ้าง หากโดนแฮ็กมา จะมีทีมแฮ็กกลับ อันเป็นไอเดียของ รมต.คนก่อนหน้า

นอกเหนือจากการเดินหน้ายกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้ครอบคลุมต่อไป เพราะยังมีเหยื่อภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟป่า ดินถล่ม แม้กระทั่งฝุ่นพิษ ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเพราะหล่นหายไปจากการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้บังเกิด อย่างโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) ที่ทำให้งบประมาณปี 2569 ของกระทรวงดีอีปูดขึ้นมาแตะ 10,000 ล้านบาท

“ภาษีสหรัฐฯ-ราคาพืชผล” สาละวนที่พาณิชย์

งานด่วนงานแรกๆที่กระทรวงพาณิชย์หนีไม่พ้นการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 1-2 เดือน และภาคใต้ที่จะออกหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งผลไม้ชนิดอื่น และพืช 3 หัว คือ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่

นอกจากฝั่งรายได้เกษตรกรแล้ว ฝั่งผู้บริโภคยังรอมาตรการลดค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงนี้ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยภาษีต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART Text) ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายให้เสร็จตั้งแต่สิ้นปี 2568 แต่ขณะนี้ยังไม่เสร็จ

รัฐมนตรีใหม่ยังต้องตัดสินใจจะเอาอย่างไรต่อกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยที่ยังคั่งค้าง เช่น FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ไทย-ศรีลังกา, ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และไทย-ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าหมายมีผลใช้บังคับภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มแต้มต่อการค้า การลงทุนไทย ตลอดจนการเร่งเยียวยาผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และกรณีเมียนมาปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี รวมทั้งการเร่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหานอมินี ธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย และสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ ที่รัฐมนตรีใหม่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน

โจทย์ใหญ่ปลุกความคึกคักหุ้นไทย

การที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไม่ถึง 2% ต่ำกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯถูกจำกัดหรือมีกำไรลดลง กดดันผลตอบแทนและดัชนีตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในการลงทุนหรือไม่มีแรงจูงใจในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ทั้งการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง ท่ามกลางสภาพคล่องลดลง เห็นจากปี 2568 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน SET+mai ลดลง 22.7% จากปี 2567 เหลือวันละ 31,400 ล้านบาท ดัชนีสิ้นปีปิด 1,259.67 จุด (ลดลง 10% จากสิ้นปี 2567) จากในอดีตที่ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 60,000-70,000 ล้านบาท สภาพคล่องที่หายไปทำให้ “หุ้นดีขึ้นยาก หุ้นเล็กยิ่งผันผวน”

และที่สำคัญคือ ผลของคดีทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนครั้งแล้วครั้งเล่า กัดกร่อนความเชื่อมั่นธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในตลาดทุน แม้จะมีความพยายามในการแก้ไข เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา รัฐบาลใหม่ก็ยังมีภาระหน้าที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาสดใสเสียที.

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ