
“เอกนิติ” ปฏิเสธไม่รับตำแหน่งแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ของพรรคภูมิใจไทย เพราะ “ยังไม่คุ้นชินกับการเมือง” เพิ่งเปลี่ยนอาชีพจากข้าราชการ มาเป็นนักการเมืองได้เพียงสามเดือน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดใจว่า การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย คือโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้ เขาได้นำความรู้ความสามารถมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการได้รับอิสระทางความคิด สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการที่พรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดโอกาสให้ตนเองและทีม ได้คิดและทำอย่างเต็มที่โดยไม่มีการแทรกแซง
“ตัวอย่างนโยบาย Quick Big Win นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ให้โอกาสผมและทีมได้คิด และทำเต็มที่ จนคำว่า Plus กลายมาเป็นนโยบายหลัก Thailand 10 Plus ของพรรคภูมิใจไทย ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ผมและทีมงาน ก็ภูมิใจว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายระดับประเทศ”
ขณะที่ผลลัพธ์ จากการให้อิสระในการทำงานนี้ ไม่ใช่แค่แผนงานบนกระดาษ แต่คือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภา เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนรถที่กำลังติดหล่ม มีการคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ไตรมาส 4/2568 จะตกต่ำลงเหลือเพียง 0.3% แต่พอได้ทำโครงการ Quick Big Win ในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 2 เดือนกว่า ข้อมูลล่าสุดที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) แถลงออกมา ตัวเลขไตรมาส 4 ขยับขึ้นมาเป็น 1.8% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นี่คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่เราทำมันช่วยงัดเศรษฐกิจ ให้พ้นจากหล่มได้จริง
Thailand 10 Plus แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ
นายเอกนิติ ระบุว่า นโยบาย Thailand 10 Plus เป็นอีกเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย เปิดโอกาสให้คิดและออกแบบเองกับมือ นโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งเทียน แต่เกิดจากการมองเห็นปัญหารวยกระจุก จนกระจาย และความต้องการสร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขาหลัก ขาละ 5 ด้าน รวมเป็น 10 Plus คือ ขาที่ 1 สร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง มุ่งเน้นดูแล 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ คนตัวเล็กตัวน้อย Plus ดูแลมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มเปราะบาง, คนสูงวัย Plus เตรียมรับสังคมสูงวัยที่จะแตะ 30% ในอีก 5-10 ปี สร้างรายได้ให้คนเกษียณไม่เป็นภาระลูกหลาน, SME Plus สร้างแต้มต่อให้สินค้า Made in Thailand, ชุมชน Plus แก้หนี้และสร้างงานในท้องถิ่น ดึงลูกหลานกลับบ้าน และการลงทุน Plus ระดับฐานราก กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน ขาที่ 2 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างแก้วใบใหม่ รองรับน้ำที่ล้นแก้ว ได้แก่
การศึกษา Plus สร้างสะพานเชื่อมทักษะ(Skill Bridge) เรียนฟรีมีงานทำ ไม่แจกคูปองทิ้งขว้าง, เศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) ดึงดูดโลกด้วยพลังงานสะอาด, การลงทุน Plus โดยทำทางด่วนนักลงทุน (Investment Fast Pass) ปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)แล้ว 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ที่เงินยังค้างท่ออยู่ รอการออกบัตรส่งเสริม หรือใบอนุญาตต่างๆ หากนักลงทุนต้องการใช้ช่อง Fast Pass นี้ ต้องรับปากเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีเม็ดเงินลงทุนจริง ภายในปีนี้อย่างน้อย 20% ของมูลค่าโครงการ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจทันที ไม่ใช่แค่ตัวเลขจองสิทธิ์
การค้า Plus เมื่อสร้างสินค้าใหม่ได้แล้ว ต้องหาตลาดใหม่รองรับ จะมีการเจรจาการค้าเชิงรุกเพื่อเปิดประตูสินค้าไทยสู่เวทีโลก และThailand Plus สร้างแบรนด์ประเทศและกฎกติกา ที่เป็นสากลสร้างแบรนด์ประเทศไทยใหม่ ให้เป็นจุดหมายที่น่าลงทุนที่สุด ด้วยการแก้กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรค (Regulatory Guillotine) และสร้างกฎกติกาที่เป็นสากล เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าไทยมีความพร้อมครบ 3 ด้าน แรงงานทักษะ พลังงานสะอาด และกติกาที่โปร่งใส
ถ้าไม่ใช่“คนละครึ่ง”ต้องแก้ระบบนาน
หนึ่งในไฮไลต์ที่ประชาชน ให้ความสนใจมากที่สุดคือโครงการคนละครึ่ง Plus นายเอกนิติ อธิบายว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการ ที่ฝ่ายการเมืองรับฟังฝ่ายปฏิบัติและยึดหลัก วินัยการคลัง เพราะก่อนที่จะจัดทำโครงการนี้ ไม่อยากจะไปลดรายจ่ายแจกเงินอย่างเดียว ก็เลยเติมคำว่า Plus เพื่อเพิ่มการพัฒนาทักษะ ให้พ่อค้าแม่ค้าเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ แล้วไปขอท่านนายกฯ ท่านก็ให้ทำ ให้เรียนรู้เรื่องดิจิทัลและ AI เราไม่แจกเงินเปล่าๆ แต่เราให้เบ็ดตกปลา เดิมทีมีการพูดถึงสัดส่วนรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชน 40% แต่ในทางปฏิบัติระบบ ต้องรื้อใหม่ ใช้เวลาแก้นาน จึงปรับมาใช้วิธีที่ทำได้ทันทีและเป็นธรรมที่สุด
“เรื่อง 60:40 ตอนแรกจะทำ แต่ระบบมันต้องรื้อใหม่ใช้เวลา ผมมีเวลาแค่ 2 เดือน ผมเลยบอกท่านนายกฯ ว่า งั้นขอให้สิทธิพิเศษเพิ่มสำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษีแทน เพื่อจูงใจให้คนเข้าระบบ ท่านนายกฯ ก็ยอม นี่คืออิสระที่ท่านมอบให้”
ส่วนคำถามสำคัญว่า ถ้าทำอีก จะเอาเงินมาจากไหน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า พรรคภูมิใจไทย ใช้งบประมาณน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับพรรคอื่น โดยคำนวณจากงบกลางรายการ สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่เหลืออยู่จริง โดยใช้งบเท่าที่มี อยากตรงไปตรงมาที่สุด คำนวณจากงบกลางที่เหลืออยู่จริง ประมาณ 30,000 ล้านบาท ก็จะใช้เท่าที่มี อาจจะไม่ถึง 30,000 ล้านบาทด้วยซ้ำ โดยจะให้ตามจำนวนสิทธิ์ ที่ทำได้จริง และให้สิทธิ์ผู้ที่ตกหล่นก่อน จะไม่ขายฝันตัวเลขเวอร์ๆ เพราะนี่คือเงินภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินของพรรคการเมือง
ตัวเลขแห่งความบังเอิญ 73 และ 37
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการทำงานหนักตลอด 73 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2568 ซึ่งเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก จนถึงวันยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ในฐานะทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลก่อนยุบสภา ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถดึงเศรษฐกิจ ที่กำลังจะจมให้ลอยตัวขึ้นมาได้ และด้วยความบังเอิญ ตัวเลข 73 วัน กลับพลิกมุมมาตรงกับเบอร์ 37 ของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งระบบปาร์ตี้ลิสต์ ครั้งนี้พอดี
“ตัวเลข 73 วัน คือเครื่องพิสูจน์ว่าเราทำได้จริง วันนี้ผมขอโอกาสกลับมาอีกครั้ง เพื่อสานต่อนโยบาย Thailand 10 Plus และนำพาประเทศไทย เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยความรับผิดชอบ และวินัยการคลังที่เคร่งครัด”