
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์แล้ว สำหรับช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้งของ “บรรดานักการเมืองไทย” ทุกพรรค ทุกค่าย ทุกสี ที่อาสาเข้ามา “ปลดทุกข์” ให้กับคนไทย
โดยแต่ละพรรคการเมืองต่างงัดเอา “นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ” ในรูปแบบใหม่ๆ มาล่อใจคนไทย ทั้งมาตรการคนละครึ่งพลัส มาตรการแจกเงิน เพิ่มการใช้จ่าย ฯลฯ ซึ่งอาจจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้ แต่อาจไม่สามารถตอบโจทย์แก้ทุกข์คนไทยได้ในระยะยาว
“ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐ” มีความเห็นว่า ก่อนที่จะหาวิธี “ขจัดทุกข์” ได้ เราต้องรู้ “ทุกข์” ของประชาชนก่อน เพื่อจะได้ทำนโยบายได้ตรงจุด ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เราจึงสัมภาษณ์และรวบรวมเสียงสะท้อนความทุกข์ของคนไทย และสิ่งที่อยากให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหา เพื่อให้ “คนตัวใหญ่” ในประเทศไทยได้รับรู้...
เริ่มต้นด้วยความทุกข์ของกลุ่มค้าชายแดน “กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์” ประธานสภาธุรกิจไทย–เมียนมา ระบุว่า “ความทุกข์ของผู้ประกอบการค้าชายแดน คือ “ความไม่แน่นอน” รัฐบาลใหม่ควรเลิกใช้ “การทูตแบบรอตั้งรับ” แต่น่าจะใช้ยุทธศาสตร์แยกส่วน เพื่อปิดจุดอ่อนความกังวลของผู้ประกอบการค้าชายแดนไทยฝั่งกัมพูชา โดยไม่ควรปล่อยให้ประเด็น “ความรักชาติ” เป็น “ตัวประกันของเศรษฐกิจ”
ผมเสนอให้รัฐบาลใหม่ใช้ “Smart Cargo Corridor” โดยเฉพาะที่ด่านหนองเอี่ยน อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฝั่งตรงข้ามสตึงบท จ.บันทายมีชัย กัมพูชา ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรม และคลังสินค้า ให้เป็นเขตเศรษฐกิจทางเทคนิคที่แยกขาดจากการเมือง เมื่อสินค้าจะข้ามไปสตึงบทก็ให้คนขับรถมาลากรถไป โดยใช้ระบบดิจิทัลมาพิสูจน์ทราบสินค้าตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สินค้าไหลลื่นโดยอัตโนมัติ ลดการติดขัดหน้าด่าน ตัดปัญหาคนข้ามกันไปมา ตัดปัญหาความขัดแย้ง แม้ในวันที่ความสัมพันธ์ระดับรัฐมีปัญหา “การค้า” จะไม่ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
ส่วนฝั่งเมียนมา จะใช้ “ระนองโมเดล” หรือ Andaman Gateway โดยจะไม่ส่งสินค้าและคนผ่านทางบกที่มีการสู้รบ แต่จะใช้ทางเรือผ่านท่าเรือระนองตรงสู่ย่างกุ้ง จึงต้องยกระดับท่าเรือระนองสู่ท่าเรือยุทธศาสตร์ระดับโลก พร้อมเชื่อมต่อระบบ “Safe Zone Trading” และเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมา เพื่อขยายการค้าไป BIMSTEC (บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ไทย ภูฏาน และเนปาล) และเอเชียตะวันออก
ตามมาด้วยเสียงสะท้อนจาก “สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา” นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ตัวแทนผู้ประกอบการในหาดใหญ่ ที่ยังจมอยู่กับความทุกข์แสนสาหัสตั้งแต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 68 ขณะนี้ก็ยังไม่ฟื้น จึงเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ ยกเว้นจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย 1 ปี คิดดอกเบี้ย 1.5% หรือ 1.99% ต่อปี เพื่อฟื้นฟูธุรกิจ และงดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างน้อย 1 ปี
พร้อมมีแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ สร้างความมั่นใจให้นักธุรกิจ นักลงทุน นักท่องเที่ยวว่าจะไม่เกิดซ้ำอีก ส่วนการฟื้นฟูเมือง รัฐบาลใหม่ต้องสั่งการให้จัดกิจกรรมกระตุ้นหรือส่งเสริมท่องเที่ยวและการค้าในพื้นที่ต่อเนื่อง คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวที่ด่านศุลกากรทางบก ไม่ใช่สนามบิน ยกเลิกเก็บเงินล่วงเวลาด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกด่าน อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ขณะนี้เก็บเวลา 05.00-08.00 น. เวลา 12.00-13.00 น.และเวลา 16.00-23.00 น. จากยานพาหนะคันละ 25 บาท ผู้โดยสารคนละ 5 บาท
“ตอนนี้โรงแรมกลับมาเปิดแล้ว 90% ร้านอาหาร ร้านค้า ฟื้นตัวแล้ว 30% แต่ก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะอัตราเข้าพักน้อยมาก ลูกค้าที่มาพัก ไม่มีที่ไปต่อ เพราะร้านค้ายังเปิดๆปิดๆ ทำให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวยังไม่กล้ามา ตราบใดที่ยังไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐจริงจัง ธุรกิจที่นี่น่าเป็นห่วงมาก”
ส่วนภาคประชาชน รัฐบาลต้องรีบเคลียร์เงินเยียวยา 9,000 บาทให้ครบโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่เสียหายหนัก เพราะยังมีคนที่ไม่ได้รับอีกมาก ขณะที่เงินฟื้นฟู 49,500 บาท ถ้าเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลใหม่คำนวณการเยียวยาใหม่ เพราะเงินนี้เป็นเงินแห่งความหวัง ควรเยียวยาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
“กิ่งแก้ว แซ่โค้ว” เจ้าของร้านทอง “อ.สุวรรณ” จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า เปิดร้านตั้งแต่ปี 46 ตอนนั้นทองคำบาทละ 6,800 บาทปัจจุบันมี 3 สาขา ลูกค้าส่วนมากเป็นเกษตรกร ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา เมื่อขายผลผลิตมีกำไร จะซื้อทองรูปพรรณปีละ 1-2 บาท หรือถ้าไม่มีเงินลงทุนฤดูกาลต่อไป ก็นำทองมาเปลี่ยนเป็นเงินสด ขายผลผลิตแล้วมาไถ่ออก หรือซื้อเพิ่มอีก ราคาทองขยับขึ้นเรื่อยๆ ที่ร้านยังขายได้ แม้ช่วงโควิด-19 ไม่เงียบเหงาเหมือนทุกวันนี้
“วันนี้ทองรูปพรรณราคาเกือบบาทละ 80,000 บาทแล้ว ไม่เป็นผลดีต่อร้านขายทอง มีสิทธิเจ๊งได้ เพราะไม่มีผู้ซื้อ และไม่มีผู้นำมาขาย ลูกค้าส่วนมาก ขายทำกำไรตั้งแต่ทองบาทละ 30,000– 50,000 บาทแล้ว หรือถ้าจะซื้อก็ครั้งละ 1 สลึง 2 สลึงเท่านั้น ทองแพงเกินกว่ากำลังที่เกษตรกรจะซื้อได้”
เมื่อมีรัฐบาลใหม่ อยากให้แก้ปัญหาเหล่านี้ 1.ส่งเสริมอาชีพ ทำให้ชาวบ้านมีงาน มีรายได้ ถ้าไม่มีงานทำ จะเล่นพนันออนไลน์ เสพยาเสพติด 2.ทำให้ราคาพืชผลสูงขึ้น เกษตรกรจะได้มีเงินใช้มากขึ้น 3.อย่าปล่อยให้ทุนต่างชาติบุก เพราะแม่ค้า พ่อค้าไทยเจ๊งหมด ส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น อย่างที่นี่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออก แต่ตอนนี้ราคาตก ขาดทุน 4.เงินที่รัฐบาลแจกชาวบ้านควรใช้ให้ถูกทาง “ควรให้เบ็ดตกปลา ดีกว่ายื่นปลาให้” ถ้าคนมีงานทำ เศรษฐกิจก็จะดี และ 5.ปราบยาเสพติดให้เด็ดขาด เพราะเป็นบ่อเกิดอาชญากรรม ทำให้คนไม่มีคุณภาพ
“ลิซ่า แฮมิลตัน” นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา กล่าวว่า “ทุกวันนี้เศรษฐกิจแย่มาก คนไทยตกงานสูง ถูกกลุ่มต่างชาติ แรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพ ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่ว่าจากสงครามกับเพื่อนบ้าน โรคระบาดจะกลับมาอีกหรือไม่ แถมภาครัฐยังไล่บี้เก็บภาษี จนคนไม่กล้าใช้เงิน”
สิ่งที่อยากให้รัฐบาลใหม่แก้ไขเร่งด่วน คือ ปัญหาปากท้องชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ที่หลายรัฐบาลไม่เคยเหลียวแล เช่นประกันสังคมที่กำลังเป็นข่าว มองว่า ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อก่อนจ่าย 450 บาท/เดือน ตอนนี้ 750 บาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจก็ไม่ดี จะหาเงินจากไหนมาจ่าย
ที่อยากเห็นอีก คือ พัฒนาเศรษฐกิจทุกด้าน ยกระดับความเป็นอยู่ชุมชน ตั้งองค์กรดูแลคนตกงาน จัดการปัญหาเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด ปล่อยให้ทุนต่างชาติยึดประเทศ โกยเงินเข้ากระเป๋า ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย และเหนือสิ่งอื่นใด คือ แก้ปัญหาทุจริตที่ทำให้ชาวบ้านสิ้นหวัง หมดศรัทธา ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ ขบวนการยุติธรรม หรือพระพุทธศาสนา มีแต่ข่าวเสียหาย
“รัฐบาลใหม่ ที่อยากเห็น คือ ต้องเสียสละทำงานเพื่อประเทศจริงๆ ไม่ใช่คิดแต่หาประโยชน์ บ้านเมืองบอบช้ำและแย่มามากพอแล้ว รวมทั้งอยากให้ยกระดับการท่องเที่ยวพัทยาให้ดีขึ้นอีก ทำให้เมืองพัทยาน่าตื่นตาตื่นใจแบบที่ต้องร้องว้าว เหมือนเวียดนาม ไม่ใช่ภาพจำแค่เกาะล้าน ทะเล ข้าวเหนียวมะม่วง หรือสถานบันเทิง”
จากสภาวะอากาศของเชียงใหม่ที่ต้องผจญกับฝุ่นพิษ “ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ” ประธานสภาลมหายใจ จังหวัดเชียงใหม่ อยากเสนอให้รัฐบาลใหม่ทำใน 2 เรื่อง คือ
1.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... ภายใน 60 วัน ไม่เช่นนั้นกฎหมายจะตกไป 2.มียุทธศาสตร์แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง ซึ่งที่มีแนวทางอยู่ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดอยู่แล้ว เช่น ควบคุมแหล่งกำเนิด มีมาตรการด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ เช่น ถ้าไม่เผาจะมีทางออก หรือจูงใจอย่างไร สำคัญที่สุดคือ กระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการ แก้ปัญหาได้เองให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด
รวมถึงให้ชุมชน ท้องถิ่น ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจมา มีแผน มีงบประมาณเพียงพอ มีหน่วยงานควบคุมดูแล จัดการไฟป่าที่มีประสิทธิภาพ และมีความรู้ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุน ที่ผ่านมา เชียงใหม่มีแผนของจังหวัดเอง แต่ไม่มีงบ ทำให้มีข้อจำกัด ดังนั้นการกระจายอำนาจ จึงสำคัญอย่างยิ่ง
“ฝุ่น PM 2.5 ของเชียงใหม่ มาจากการเผาในภาคเกษตร และเผาป่า, หมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน และการคมนาคม โดยภาคเกษตรปีที่ผ่านมาห้ามเผา ใช้มาตรการไถกลบ โดยสนับสนุนค่าน้ำมัน ค่ารถไถ คิดว่า ปีนี้น่าจะดีขึ้น ส่วนฝุ่นควันจากเพื่อนบ้านรัฐบาลได้ออกมาตรการไม่นำเข้าข้าวโพดจากการเผา ขณะที่การคมนาคม อยากเสนอให้มีระบบขนส่งมวลชนที่มีความชัดเจนขึ้น เช่น รถไฟฟ้า เพื่อลด PM 2.5 ในเมือง”
เสียงจากคนลพบุรี “ไตรสิทธิ์ เจริญหิรัญโภคิน” นักธุรกิจ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า ภาคธุรกิจไม่อยากเห็นนโยบายลมๆแล้งๆ นโยบายเสี่ยงโชค หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจได้สั้นๆ
“อยากได้สิ่งที่มั่นคง ถาวร โดยเฉพาะภาคเกษตร เพราะคนลพบุรีส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกร ทำอย่างไรจะให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกอยู่ได้ ทางออก คือ ลดต้นทุนผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่รัฐบาลผ่านๆมา ช่วยแบบประเดี๋ยวประด๋าว คือ จำนำ หรือประกันราคา แต่ราคาสินค้าเกษตรขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ และราคาตลาดโลก จึงต้องลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ จะได้มีผลผลิตมาขายได้มากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น”
ยังอยากให้ดำเนินนโยบายตามแนวทางที่รัฐบาลเดิมทำไว้ โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ที่มาถูกทาง รวมถึงเตรียมรับมือปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่จะทำให้ต้นทุนผลิตและขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น และค่าครองชีพคนไทยให้สูงขึ้น
“เดชา แย้มเจริญ” จักรยานยนต์รับจ้าง ซอยพหลโยธิน 18–2 เล่าว่า “ผมมาจากเพชรบูรณ์ วิ่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 16 ปี วินอยู่หน้าปากซอยพหลโยธิน 18-2 และรับจ๊อบเป็นไรเดอร์ช่วงวันหยุด หลายปีมานี้เศรษฐกิจฝืดเคือง หาเงินยาก รายได้ลดลงเห็นได้ชัด คนไม่ค่อยใช้จ่าย เลือกนั่งรถเมล์ หรือยอมประหยัดเดินไปสถานี BTS หมอชิต ลูกค้าที่วิ่งระยะไกลก็จะต่อรองราคามากขึ้น เราก็ต้องยอม เพราะทุกคนก็แย่กันหมด หากดูแล้วคุ้มค่าน้ำมัน ค่าเหนื่อย เราก็รับ และจากเดิมที่ไม่เคยรับงานในแอปฯ แต่เมื่อรายได้ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ก็ต้องหารายได้เสริม แม้ต้องถูกหักค่าบริการ ก็ถือว่า แอปฯหาลูกค้าให้ และเขาก็มีต้นทุน
“รายได้ที่ลดลง คือ ความทุกข์ของวินมอเตอร์ไซค์ หรือไรเดอร์อย่างผม ที่หาเช้ากินค่ำ มีเงินเก็บน้อย และยังต้องใช้หนี้สินที่สะสมตั้งแต่ช่วงโควิดอีก ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจากรัฐบาลใหม่มากที่สุดคือ ดูแลปากท้องประชาชน และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนมีรายได้มากขึ้น ก็จะใช้สอยคล่องขึ้น คนชอบความรวดเร็ว สะดวกสบาย ก็จะใช้บริการวินมากขึ้น ทุกคนจะดีขึ้นหมด และที่สำคัญที่สุด ขอให้มีความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ให้ความสำคัญกับประเทศ และประชาชนมากกว่าประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง”
“สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า “กลุ่มยานยนต์ หวังจะมีรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ อยู่ครบวาระ 4 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไทยและต่างประเทศ ที่มียอดขอส่งเสริมลงทุนถึง 1.87 ล้านล้านบาทในปี 68”
รวมทั้งผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ตามกรอบเวลา เพื่อให้การเบิกจ่ายเริ่มได้วันที่ 1 ต.ค.69 จะได้มีเงินลงทุนภาครัฐ ที่ทำให้เกิดการจ้างงาน และส่งผลให้ประชาชนมีรายได้และกำลังซื้อมากขึ้น มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และเศรษฐกิจไทยจะได้เป็นวัฏจักรขาขึ้น ไม่เป็นตัวถ่วงอาเซียน
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า ควบคู่ไปกับเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายใน ซึ่งอยู่คู่ไทยมากว่า 60 ปี และส่งออกไปกว่าร้อยประเทศทั่วโลก รวมทั้งเร่งช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้มีการผลิตเพิ่มขึ้นด้วยการมีมาตรการกระตุ้นให้ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น แรงงานจะได้ทำงานมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตในอัตราสูงขึ้น
“หากรัฐบาลใหม่ สามารถกระตุ้นภาคการผลิตให้ผลิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นการลงทุนที่เร่งให้เกิดการจ้างงาน ก็จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายสินค้า และยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ลดลงมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน”.
ทีมเศรษฐกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม