
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ที่สำรวจจากผู้ประกอบการค้าชายแดนและผ่านแดน, สมาชิกหอการค้าไทย และสมาคมการค้า ทั้งในภาคเกษตร, อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 477 ตัวอย่าง จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศว่า ปี 2569 มูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 2.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 ที่ 1.95 ล้านล้านบาท โดยปีนี้การค้าชายแดนลดลง แต่การค้าผ่านแดนขยายตัวมากขึ้น
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการปี 2569 ทุกระยะลดลงจากปีก่อน โดยระยะสั้นลดลง 38.7, ระยะกลาง ลดลง 43.1 และระยะยาวลดลง 47.5 โดยกัมพูชามีค่าดัชนีต่ำสุดจากสมมติฐานปิดด่านตลอดปี ตามด้วยเมียนมา และลาว ขณะที่มาเลเซียยังมีความเชื่อมั่นสูงสุด ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม จีนตอนใต้มีดัชนีสูงที่สุด
ปัจจัยฉุดรั้งหลักคือ ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา มาตรการควบคุมด่านไทย–เมียนมา ปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ความไม่สงบในเมียนมา ค่าเงินบาทแข็ง และต้นทุนการขนส่งสูง ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐเร่งลดอุปสรรคทางการค้า เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ปรับกฎระเบียบ และสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าการค้าชายแดนปีนี้มีแนวโน้มชะลอจากสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่การค้าผ่านแดนยังช่วยพยุงการส่งออกไทย ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 10% ของภาพรวม
ส่วนนายวรทัต ตันติมงคลสุข เลขานุการคณะกรรมการการค้าชายแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กล่าวว่า สภาหอการค้าฯ จะนำผลดัชนีมาหารือกับผู้ประกอบการอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุป และจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การค้าชายแดนและผ่านแดน รวมถึงมาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพการค้าชายแดนและผ่านแดนไว้
“ผลกระทบด้านกัมพูชา ประเมินว่า มูลค่าการค้าหายไปวันละ 500 ล้านบาท หรือเดือนละกว่า 15,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจไทยที่ลงทุนในกัมพูชา ประเมินว่า การลงทุนโดยตรงในรูปแบบหุ้นในบริษัทกัมพูชาอยู่ที่ราวๆ 150,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการลงทุนทางอื่น ซึ่งขณะนี้ นักลงทุนไทยกำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อ จะไปต่อหรือหยุด หรือจะย้ายฐานหรืออยู่ต่อ”