
รัฐบาล คิกออฟโครงการ”สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร รัฐช่วยจ่าย 3% เกษตรกรจ่าย 3% “อนุทิน” ลั่นวันนี้ เป็นนายกฯ มีอำนาจเต็มที่ พร้อมผลักดันโครงการผันน้ำวงเงินแสนล้านบาท ผันเงินเยียวยาเป็นเงินลงทุน บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเดือดร้อนประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยระหว่างการเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อลดต้นทุนการผลิต ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนครศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ควบคู่การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทย ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการเพาะปลูก โดยเฉพาะปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ใช้ปุ๋ยเหมาะสมตามคุณภาพดิน ตลอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเกษตร การนำโดรนเพื่อการเกษตร และเครื่องจักรกลที่ทันสมัย มาวางแผนการเพาะปลูก
“โครงการนี้ไม่ได้แจกเงิน แต่มาสนับสนุนผ่านดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการวางรากฐานให้เกษตรกร ไม่ได้แจกปลา แต่แจกเบ็ดให้ตกปลา ให้ไปบริหารจัดการ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างอนาคตให้เกษตรกรทั่วประเทศ”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะ อ.บางบาล ที่น้ำท่วมขังทุกปี และแต่ละปีก็ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหลังคาเรือนละ 9,000 บาท เชื่อว่าไม่มีประชาชนรายใดต้องการเงินเยียวยาแลกกับน้ำท่วมขังเป็นเวลา 2 เดือน เพราะเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต
“ รัฐบาลจะเร่งรัดโครงการลงทุนต่าง ๆ ที่ล่าช้า เพราะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งโควิด สงคราม โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลงทะเลอ่าวไทย มูลค่ากว่าแสนล้าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งโครงการผันน้ำดังกล่าว มีการตั้งโครงการไว้แล้ว แต่ขาดคนผลักดัน แต่วันนี้ผมเป็นนายกฯ มีอำนาจเต็มที่ ก็พร้อมจะทำให้สำเร็จ แต่ระหว่างนี้ ก็ขอให้ประชาชนสนับสนุน อย่าขัดขวาง เพราะเป็นเรื่องที่ส่วนรวมได้ประโยชน์
นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกๆปี รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท คิดย้อนหลังไป 6 ปี รัฐใช้เงินเยียวยา 300,000 ล้านบาท แต่หากรัฐผันเงินเยียวยามาลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว วงเงิน 100,000 ล้านบาท ใช้เวลา 7-8 ปี เฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเงินเยียวยาแต่ละปี ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ แม้ไม่สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วม
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ บริหารต้นทุนที่เหมาะสม เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาสสร้างงาน เพิ่มรายได้ โดยทุกฝ่ายต้องร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไปพร้อมๆกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า วงเงินการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ปล่อยสินเชื่อมาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเกษตรกรทยอยมายื่นขอสินเชื่อแล้ว โดยวงเงินกู้แต่ละรายไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขเกษตรกรจะต้องทำตามเงื่อนไขครบถ้วน รัฐบาลจึงจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปีเท่านั้น