
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนายศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงความสำเร็จจากการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum (WEF) 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Ace spirits of dialogue” ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่รุนแรง และความไว้วางใจระหว่างประเทศที่ลดน้อยลง
“จุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกว่า ท่ามกลางโลกที่แตกออกเป็นขั้ว ไทยเลือกที่จะไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด แต่พร้อมเป็นพื้นที่ และหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับทุกประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีความพร้อมที่จะเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารป้อนโลกในยามวิกฤต”
ในประเด็นสถานการณ์ภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจกับนักลงทุนและประชาชนว่า แม้ประเทศไทยจะกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านและจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ.นี้ แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่หยุดชะงัก เพื่อเตรียมความพร้อมและรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่สานงานต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ พร้อมยืนยันว่าสถานการณ์ในประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ไม่มีภัยคุกคามจากภายนอก ขอให้ประชาชนวางแผนชีวิตและการลงทุนได้อย่างปกติ
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม 3 ด้านหลักจากการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.การนำไทยกลับสู่เรดาร์โลก ไทยแสดงบทบาทศูนย์กลางอาเซียนที่เป็นกลาง ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนท่ามกลางโลกที่แตกขั้ว โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า 30 แห่งยืนยันการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 500,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และ Data Center ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสหประชาชาติที่จัดอันดับให้ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ด้านความน่าสนใจในการลงทุน Data Center โดยอันดับ 1 คือฝรั่งเศส อันดับ 2 อเมริกา อันดับ 3 เกาหลี อันดับ 4 บราซิล อันดับ 5 สเปน อันดับ 6 ไทย อันดับ 7 อินเดีย อันดับ 8 อิตาลี อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์
2.การสร้างเครือข่ายระดับโลกได้หารือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยได้รับสัญญาณบวกในการผลักดันไทยเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี นอกจากนี้ ไทยยังประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี ที่จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของไทยในเวทีการเงินโลก 3. การพัฒนาคน รัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นแค่เม็ดเงินลงทุน แต่ยังเจรจาให้นักลงทุนทำโครงการ “Skill Bridge” เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างวิศวกรด้าน Data รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างงานรายได้สูงให้กับคนไทย
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า บริบทการค้าโลกใหม่ที่เปลี่ยนจากพหุภาคีไปสู่การแบ่งแยกขั้วอย่างรุนแรง (Extreme Polarization) ซึ่งการค้าถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางความมั่นคง ไทยจึงต้องปรับตัวด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ 4 ด้าน คือ 1. เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Ally to All) รักษาความเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากสหภาพยุโรป (EU) ที่มองเห็นศักยภาพของไทย 2. สร้างความไว้วางใจ (Trust) โดย Trust คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ในยุคนี้ ไทยจึงเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรระยะยาว โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน 3. เจาะลึกห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration) ไทยวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้าไปเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของโลกในจุดที่ขาดหาย 4. เศรษฐกิจดิจิทัล: ผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
“เป้าหมายเร่งด่วนในปีนี้ คือการเร่งเจรจาปิดดีล FTA ไทย-EU และ ไทย-แคนาดา ให้สำเร็จภายในปีนี้ ต้องขออนุญาตเรียนว่า ไม่ได้เป็นคนเซ็นนะคะ เซ็นกันมาก่อนแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าเราไปเคลมผลงาน แต่ว่าเซ็นแล้ว มันยังใช้ยังใช้งานไม่ได้ มันจะต้องมีการทำในเรื่องของข้อตกลงในรายละเอียด แล้วก็นำเข้าสัตยาบันให้กับทางรัฐสภาอนุมัติก่อน เราถึงจะใช้งานได้ สิ่งเดียวที่ทางต่างประเทศและผู้ประกอบการจะมีความเป็นกังวลก็คือ ความไม่ต่อเนื่องในการทำงาน เราก็กลับไปบอกว่า ไม่ต้องกังวล เรายังทำอยู่ สิ่งที่เซ็นไว้แล้วเราก็พยายามทำให้ได้ โดยที่เราตั้งเป้าร่วมกัน ว่าจะทำทุกอย่างให้เสร็จ ให้ทันเสร็จภายในสิ้นปี เพื่อมีผลบังคับใช้ได้สิทธิประโยชน์จริงๆ เริ่มต้นวันที่ 1 ม.ค. 2570”