“ทองคำ” สินทรัพย์ทรงพลัง เปิดอาณาจักรธุรกิจร้านทอง 5 ล้านล้าน ใครคือเบอร์หนึ่งในสมรภูมินี้

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

“ทองคำ” สินทรัพย์ทรงพลัง เปิดอาณาจักรธุรกิจร้านทอง 5 ล้านล้าน ใครคือเบอร์หนึ่งในสมรภูมินี้

Date Time: 26 ม.ค. 2569 11:33 น.

Video

สรุปการยื่นภาษี สิทธิ์ลดหย่อนล่าสุด! กับ ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (iTAX) | Thairath Money Night Stand EP.27

Summary

เจาะลึกอาณาจักรธุรกิจร้านทอง 5 ล้านล้าน! ส่อง 5 อันดับร้านทองที่มีรายได้สูงสุด พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำปี 2569 ยุค New Normal ที่รายใหญ่โตกระโดด แต่รายย่อย SMEs ต้องเร่งปรับตัว

Latest


ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาทองคำในตลาดโลก ยังคงร้อนแรงและสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง (All-Time High) อุตสาหกรรมร้านทองในประเทศไทย ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญที่สะท้อนถึงมูลค่าการซื้อขายมหาศาล 

ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากรายงานวิจัยของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยให้เห็นภาพรวมการแข่งขันและรายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 ปริมาณการบริโภค “ทองคำ” ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 20.3%

เปิดอาณาจักรธุรกิจร้านทอง ใครคือเบอร์หนึ่งในสมรภูมินี้?

ขณะจากการรวบรวมข้อมูลในปี 2567 (รายได้รวม ปี 2565-2567) พบว่าตลาดร้านทองในประเทศไทยมีการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดอย่างเห็นได้ชัด โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ 5 อันดับแรกที่ครองตลาดส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนี้ 

  • อันดับ 1 ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ  ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 51.7% ด้วยรายได้รวมกว่า 2.66 ล้านล้านบาท
  • อันดับ 2 อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด: มีส่วนแบ่งตลาด 11.9% รายได้ 6.1 แสนล้านบาท
  • อันดับ 3 ออโรร่า เทรดดิ้ง: มีส่วนแบ่งตลาด 8.4% รายได้ 4.3 แสนล้านบาท
  • อันดับ 4 เบสท์ตัน โกลด์ เทรดดิ้ง: มีส่วนแบ่งตลาด 4.4% รายได้ 2.2 แสนล้านบาท 
  • อันดับ 5 ออสสิริส: มีส่วนแบ่งตลาด 2.4% รายได้ 1.2 แสนล้านบาท

ผู้ประกอบการ 5 อันดับแรกนี้เพียงอย่างเดียวก็ครอบคลุมส่วนแบ่งตลาดเกือบ 80% ของรายได้รวมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านระบบการซื้อขายและการบริหารจัดการสต็อกทองคำภายใต้ความผันผวนของราคา

เจาะลึกรายได้  ธุรกิจขนาดใหญ่โตกระโดด แต่รายย่อยยังเผชิญความท้าทาย

ขณะเมื่อพิจารณาโครงสร้างรายได้รวมของธุรกิจร้านทอง จำแนกตามขนาดธุรกิจ (Small, Medium, Large) ระหว่างปี ปี 2565-2567 จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจ 

  1. ธุรกิจขนาดใหญ่ (Large): เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างมหาศาล โดยในปี 2567 มีรายได้รวมพุ่งสูงถึง 5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง +56.0% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณการซื้อขายทองคำแท่งเพื่อการลงทุนที่คึกคักตามราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้น 

  2. ธุรกิจขนาดกลาง (Medium): มีทิศทางการเติบโตที่สม่ำเสมอ โดยในปี 2567 รายได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.45 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น +5.6% 

  3. ธุรกิจขนาดเล็ก (Small): กลับพบภาวะรายได้ถดถอยเล็กน้อย โดยในปี 2567 รายได้รวมอยู่ที่ 6.72 หมื่นล้านบาทลดลงจากปีก่อนหน้า -2.0% 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายย่อยเผชิญความลำบาก เนื่องจากความต้องการบริโภคทองรูปพรรณ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของร้านทองแบบดั้งเดิม ยังคงมีแนวโน้มซบเซาและหดตัวต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาระค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 

ประกอบกับราคาทองคำที่พุ่งสูงและผันผวน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะ "ขายทอง" ที่ถือครองเพื่อทำกำไรหรือเพิ่มสภาพคล่อง มากกว่าการซื้อทองรูปพรรณใหม่

ตัวเลขรายได้ที่ทะลุระดับ 5 ล้านล้านบาท ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ยืนยันได้ชัดเจนว่า "ทองคำ" ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ทรงพลังในสายตาคนไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้กระจุกตัวอยู่ในร้านทองขนาดใหญ่ที่มีการปรับตัวสู่รูปแบบการลงทุนออนไลน์ได้ดี ในขณะที่ร้านทองรายย่อยในท้องถิ่นจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในยุคที่ราคาทองคำทำสถิติใหม่เป็นว่าเล่นเช่นนี้

ราคาทองปี 2569 ขาขึ้นบนความผันผวนแบบ New Normal 

ทั้งนี้ วิจัย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังประเมิน โดยอ้างอิงการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญว่า “ราคาทองคำในปี 2569” จะยังเป็น “ขาขึ้นแต่ผันผวนสูง” แรงหนุนหลักไม่ได้มาจากแค่ดอกเบี้ยลดลง แต่มาจาก ปัจจัยเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น 

  • De-dollarization: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจเกิดใหม่ เร่งสะสมทองคำเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ 
  • Geopolitics: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ขาดไม่ได้ 
  • การเก็งกำไรที่แรงขึ้น: ราคาจะมีแรงแกว่งตัวรุนแรงจากการเคลื่อนไหวของกองทุน ETFs และนักลงทุนเก็งกำไร 

ใครจะอยู่ ใครจะไป?

หัวใจสำคัญที่จะทำให้ร้านทองอยู่รอดในปี 2569 คือ การปรับโครงสร้างรายได้ จากที่เคยหวังแค่ "ค่ากำเหน็จ" ต้องเปลี่ยนไปสู่ "ธุรกิจการลงทุนและบริการที่เกี่ยวเนื่อง" โดยร้านเล็กต้องสู้ด้วยกลยุทธ์เฉพาะตัว เช่น การขายทองน้ำหนักเบามูลค่าต่อชิ้นต่ำ หรือการจับมือกับแพลตฟอร์มรายใหญ่เพื่อลดต้นทุนเทคโนโลยี ซึ่งในปี 2569 ตลาดทองคำจะไม่ใช่ที่สำหรับคนรอโชคชะตา แต่เป็นยุคที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและจังหวะการลงทุนให้แม่นยำ เพราะราคาทองคำจะทรงตัวในระดับสูงและผันผวนในกรอบกว้างจนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ของโลกการเงิน


ที่มา : วิจัย LH 

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ