
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จัดเสวนาแสดงความเห็นว่า 3 ปีผ่านไป ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยยังคงฝังรากลึก ตั้งแต่การศึกษา เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม ภาษี ไปจนถึงระบบกฎหมาย ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขทั้งกระบวนทัศน์ต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นจังหวะที่ไทยต้องเร่งปรับให้ทันบริบทโลก
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ”
โดยมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาต่าง ๆ ได้แก่ ภาคการศึกษา ภาคการผลิตและการเกษตร ภาคสิ่งแวดล้อม กฎหมาย และภาษี ซึ่งได้ร่วมกันเขียนบทความ 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย เมื่อปี 2566 และมาร่วมเสวนาครั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพรวมความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า การมีระบบคูปองการศึกษา อาจจะดูเป็นวิธีที่สุดโต่ง แต่วิธีการนี้จะช่วยกระจายทรัพยากรด้านการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
หลักการของคูปองการศึกษาคือ ระบบที่รัฐจัดสรรงบประมาณรายหัว และให้จำนวนเงินผูกติดกับเด็กนักเรียนโดยตรง ไม่ใช่การโอนงบไปรอที่โรงเรียน ส่งผลให้ “เด็กไปเรียนที่ไหน เงินก็จะวิ่งตามไปที่โรงเรียนนั้น”
รวมถึงเป็นการคืนอำนาจให้ผู้ปกครอง ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มทางเลือกในการส่งลูกเข้าโรงเรียนได้มากขึ้น
นอกจากเรื่องความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาของเด็กนักเรียน ในแง่ตัวระบบการศึกษาเอง รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า นโยบายด้านการศึกษาส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากปัญหาของเด็กนักเรียนในเมือง แต่นำมาปรับใช้กับทุกพื้นที่ของประเทศ
ดังนั้น การกำหนดนโยบายหรือแนวทางด้านการศึกษา ซึ่งมักใช้งบประมาณจำนวนมากในทุกรัฐบาล ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ (Evidence-based policies) รวมถึงมีการทดลองแบบกลุ่ม ก่อนขยายผลไปใช้ในประเทศ เพื่อลดการกำหนดนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การศึกษาไทยตอนนี้เหมือนการซื้อลอตเตอรี่เพื่อชิงที่นั่งในห้องเรียนที่ดีที่สุด คนที่เงินมากกว่า ก็สามารถซื้อลอตเตอรี่หลายใบ มีโอกาสมากกว่า จึงต้องเป็นบทบาทของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องช่วยแจกจ่ายโอกาสเหล่านั้นให้ถึงมือผู้เรียนอย่างแท้จริง
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักคือนโยบายมักไปส่งเสริมที่ต้นน้ำ (เกษตรกร) ให้ใช้เทคโนโลยี แต่ผลิตออกมาแล้วไม่รู้จะไปขายใคร เพราะไม่ได้เชื่อมโยงกับกลางน้ำ (สหกรณ์ หรือ วิสาหกิจชุมชน) และปลายน้ำ (ตลาด) ทำให้การส่งเสริมไปไม่สุดทาง
ในแง่การศักยภาพการพัฒนาสินค้าในอนาคต ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ กล่าวถึง สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น กลุ่ม Future Food, สินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ และกลุ่ม Functional Drink เป็นต้น แต่ปัญหาที่ยังพบอยู่คือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานที่สูงสำหรับธุรกิจรายย่อย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กติกาโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีมาตรการกีดกันทางการค้าออกมา เช่น CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) หรือข้อกำหนดเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนสู่เป้าหมาย Net zero 2050 แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีกฎหมายโลกร้อน เช่น พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ไม่มีกลไกบังคับหรือตลาดซื้อขายคาร์บอนอย่างจริงจัง จนทำให้เหมือนการเปลี่ยนผ่านที่ทิ้งคนตัวเล็กไว้ข้างหลัง
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ เน้นย้ำว่า กลไกราคาคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงภาระทางภาษี แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการปรับโครงสร้างต้นทุน และเป็นตัวเร่งให้ภาคการผลิตไทยสามารถปรับตัวทันกติกาโลก
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยลดลงเรื่อย ๆ จากเดิมประมาณ 17% ปัจจุบันเหลือเพียง 14-15% ซึ่งสวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หากไม่ทำอะไร ภาระทางการคลังจะสูงขึ้นจนอาจชนเพดานหนี้สาธารณะ
จึงนำเสนอแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ การขยายฐานภาษี จำเป็นต้องดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบภาษีให้ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระไปตกอยู่กับกลุ่มเดิม ๆ โดยแสดงความคิดเห็นว่า นโยบายหวยใบเสร็จ มีแนวโน้มจะสามารถดึงคนเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นได้
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ดร.อธิภัทร ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องขึ้น VAT ก็ได้ หากเราสามารถขยายฐานภาษีได้สำเร็จ เนื่องด้วยการขึ้น VAT โดยไม่แก้เรื่องฐานภาษี อาจสร้างความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนที่เสียภาษีถูกต้องอยู่แล้ว เช่น มนุษย์เงินเดือน
ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ ประจำกองกฎหมายการเงินการคลังและกองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้นำเสนอมุมมองเรื่องกฎหมายที่เน้นการพัฒนาระบบกฎหมาย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ
โดยกล่าวว่า ทั่วไปคนมักเข้าใจว่าการร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หรือ พรบ. เป็นปัญหา แต่ความจริงแล้วข้อกำหนดของพรบ. มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันน้อยมาก เพราะเป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่กฎระเบียบที่หน่วยงานราชการออกเอง เช่น การขอใบอนุญาต การเรียกเก็บเอกสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนต้องเจอ
รัฐบาลจึงควรมุ่งเป้าไปที่การแก้กฎระเบียบ วิธีการ หรือขั้นตอนที่หน่วยงานรัฐกำหนดขึ้นมาเอง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทันทีโดยฝ่ายบริหาร (ครม.) ไม่ต้องรอกระบวนการรัฐสภาที่ใช้เวลานาน
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การตื่นตัวของภาคประชาชน ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สถิติการมีส่วนร่วมของคนไทยในการแสดงความคิดเห็นต่อกฎหมาย โดยเฉพาะข้อกำหนดที่กระทบคนในวงกว้าง เช่น กฎหมายประกันสังคม หรือ พรบ. สถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งถือเป็นบริบทที่ก้าวหน้าของสังคมไทย ที่รัฐบาลต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้
โดยสรุป ดร.ณรัณ ได้ให้มุมมองกฎหมายที่มุ่งเน้นการรื้อถอนกฎระเบียบ ที่เป็นต้นทุนแฝงของประชาชนและธุรกิจ โดยสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารจัดการได้ ไม่ต้องรอแก้กฎหมายแม่บท
การเสวนาในครั้งนี้เป็นเสมือน “เข็มทิศเชิงนโยบาย” และเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้าง เพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไข
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney