
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารเศรษฐกิจหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล โดยระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับจูนนโยบายการเงินของประเทศ จะถือเป็นวาระสำคัญที่จะต้องหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินจากปัจจุบันที่ใช้ระบบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ไปสู่ระบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) โดยยกตัวอย่างโมเดลความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ที่ใช้วิธีการนี้บริหารจัดการเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และเชื่อว่าการประกาศใช้นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องยากหากมีความชัดเจนในระดับนโยบายร่วมกัน
“สาเหตุที่ต้องมีแนวคิดการรื้อระบบนโยบายการเงินใหม่ เนื่องจากตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การใช้ระบบ Inflation Targeting ประสบความล้มเหลวในการรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ซึ่งหลุดเป้าต่ำกว่าเกณฑ์มาตลอด จนผู้ว่าฯ ธปท. ต้องทำจดหมายชี้แจงกระทรวงการคลังนับ 10 ฉบับ นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังร้องเรียนหนักเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 7-8% ในขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามค่าเงินอ่อนลง 3% ทำให้สินค้าไทยแพงกว่าและเสียเปรียบในการแข่งขันถึงกว่า 10% อีกทั้งการตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่สูงเกินศักยภาพเศรษฐกิจ ยังดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีโตต่ำกว่าศักยภาพควรจะเป็น 5%”
. โชว์ผลงานรัฐบาล"อิ๊งค์" จีดีพีโต 3%
สำหรับผลงานด้านเศรษฐกิจในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ยืนยันถึงความสำเร็จในการประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นตัวเลขการเติบโตของจีดีพีในช่วง 4 ไตรมาสของการเป็นรัฐบาล น.ส.แพทองธาร สามารถขยายตัวเฉลี่ยได้มากกว่า 3% ท่ามกลางวิกฤตและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วย ไตรมาส 3/2567 ขยายตัว 3% ไตรมาส 4/2567 ขยายตัว 3.3% ไตรมาส 1/2568 ขยายตัว 3.2% และไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8%
นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คลัง ได้กล่าวเสริมในส่วนของความสำเร็จด้านการลงทุนว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.54 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าตัวเลขนี้เกิดจากการเดินสายโรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักของทีมรัฐบาล โดยใช้กลยุทธ์ดึงนางพญา (Queen Bee) เข้ามาลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น การดึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ ByteDance (TikTok) เข้ามาตั้ง Data Center ระดับ Hyperscale ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สำคัญ นายพงศ์ศรัณย์ยังชี้แจงประเด็นการเงินเพิ่มเติมว่า การที่ดอกเบี้ยนโยบายสูงกว่าศักยภาพเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารพาณิชย์เลือกนำเงินไปฝากกินดอกเบี้ยที่ ธปท. อย่างไร้ความเสี่ยง แทนที่จะปล่อยกู้ให้เอกชน ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบหายไป
ในส่วนของโครงการสำคัญที่สังคมจับตามอง นพ.พรหมินทร์ ได้กล่าวถึงโครงการ Digital Wallet ว่าหากมีงบประมาณเพียงพอ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าต่อ แต่อาจมีการปรับรูปแบบเน้นช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน รวมถึงกลุ่มตกหล่น เพื่อเติมเงินส่วนต่างให้พ้นจากเส้นความยากจน และยืนยันเดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยมีแนวคิดเริ่มต้นในพื้นที่คลองเตย เป้าหมายสำคัญคือนำเศรษฐกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบลงทะเบียนผู้เล่นที่ชัดเจนเหมือนสิงคโปร์เพื่อนำรายได้เข้ารัฐ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ (PPP) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
. ชู "ยศชนัน” สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง
นอกจากมิติด้านการเงินและการลงทุน พรรคเพื่อไทยยังชูนโยบายหาเสียงสำคัญที่นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย คือ การวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมภาคการเกษตร โดยเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาแบบเดิมมาเป็นนโยบายประกันกำไร 30% ที่เน้นการลดต้นทุนผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ มีการลงทะเบียนเกษตรกรเพื่อทำโซนนิ่ง การตรวจสภาพดินและการใช้ปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 50% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่ "Agri-Food" หรือ ระบบการเกษตรและภาคอาหาร และเชื่อมโยงไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างความมั่นคงทางรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร
“วิสัยทัศน์ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ยังขยายผลไปสู่การผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์และการดูแลสุขภาพ (Medical and Wellness) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงถึง 10-12% สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่โตเพียง 2-3% โดยจะนำจุดแข็งด้านการเกษตร เช่น สมุนไพรไทย มาผนวกกับงานวิจัยและบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด การปรับเปลี่ยนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ เช่น การเปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้สามารถผลิตโดรนและอุปกรณ์ป้องกันประเทศ เพื่อลดการนำเข้าและสร้าง New S-Curve ให้กับอุตสาหกรรมไทย”
นพ.พรหมินทร์ ยังเน้นย้ำถึงนโยบายการสร้างคน ของนายยศชนัน เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ ภายใต้แคมเปญ "AI for All" โดยตั้งเป้าที่จะสร้างและพัฒนาทักษะคนไทยให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้จริง 4 ล้านคนภายในระยะเวลา 4 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 1 ล้านคนผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันอาชีวศึกษา ภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังคนของไทยจะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ