
หากใครยังจำกันได้เมื่อช่วงปลายปี 62 ต้นปี 63 ที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19, โควิด-19) ทั่วโลก จนส่งผลให้แต่ละภูมิภาคของโลกต้องปิดประเทศ ห้ามการเดินทางไปมาหากัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ซึ่งในช่วงก่อนเกิดโควิด จะพบว่าอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในช่วงนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งการเดินทางข้ามทวีป ข้ามภูมิภาค หรือแม้แต่การเดินทางภายในประเทศของแต่ละประเทศเองก็เติบโตจนทำให้วงการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกโตอย่างมีนัยสำคัญ หรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม ยังมีปริมาณการเดินทางเข้า ออก ของผู้โดยสารทางอากาศเฉลี่ยสูงกว่า 160 ล้านคนต่อปี
พอเกิดการแพร่ระบาดโควิดทำให้การเดินทางทั่วโลกหยุดชะงักงัน ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบิน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ในหลายๆประเทศถึงขั้นประกาศปลดพนักงาน ปิดกิจการ บางสายการบินถึงขั้นประกาศล้มละลาย ส่วนเครื่องบินไม่ต้องพูดถึง แทนที่จะต้องบินอยู่บนท้องฟ้า ก็ต้องมาเห็นภาพเครื่องบินจอดแน่น ตามหลุมจอด ลานจอด หรือแม้กระทั่งบนรันเวย์ก็แทบจะไม่มีที่จอด
แต่พอสถานการณ์การแพร่ระบาดลดลง การเดินทางทางอากาศเริ่มกลับเข้ามาสู่โหมดปกติ กลับพบว่า พาหนะ หรือเครื่องบิน ซึ่งเป็นพาหนะที่สำคัญในการรับส่งขนส่งผู้โดยสาร กลับไม่มีเครื่องบินในท้องตลาด ในขณะที่แต่ละสายการบินมีทั้งเงินและความต้องการเครื่องบินในปริมาณมาก ทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินระดับโลกไม่ว่าจะค่าย บริษัท แอร์บัส จำกัด ของฝรั่งเศส หรือ ค่าย บริษัท โบอิ้ง จำกัดของสหรัฐอเมริกา ก็ไม่สามารถผลิตออกมาให้ทันตามความต้องการของสายการบิน หากจะสั่งซื้อก็ต้องมีคิวรอไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี ขณะเดียวกันหากสายการบินใดต้องการใช้เครื่องบินมือ 2 ก็ไม่สามารถหาเข้ามาประจำฝูง หรือเข้าใจง่ายๆว่า ทั่วโลกขาดแคลนเครื่องบิน
และจากปริมาณความต้องการต่างๆในอุตสาห กรรมการบินที่ทั่วโลกประสบ สายการบินในประเทศ ไทยเองก็ไม่น้อยหน้าประสบกับปัญหาเช่นกัน และจากข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศ ไทย (กพท.) พบว่า ปริมาณการเดินทางเข้าออกประเทศไทยของนักเดินทางในปี 68 กลับมีปริมาณการเดินทางผ่านทางอากาศ ที่ 145 ล้านคนต่อปี มีเที่ยวบินให้บริการเข้าออกกว่า 9 แสนเที่ยวบิน
ซึ่งเป็นปริมาณที่เกือบเท่ากับในช่วงก่อนเกิดโควิด ที่มีปริมาณการเดินทางผ่านทางอากาศ 161 ล้านคนต่อปี มีเที่ยวบินให้บริการเข้าออกกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน โดยข้อมูลยังระบุว่าใน 145 ล้านคน แบ่งเป็นผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศถึง 66 ล้านคน หรือ 46.4% และผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศเกือบ 77 ล้านคน หรือ 53.6%
นอกจากนั้นยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 69 ปริมาณการเดินทางทางอากาศมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลระบุว่า สายการบินของประเทศไทยจะมีการขนผู้โดยสารจากต่างประเทศเข้าไทยเป็นสัดส่วนกว่า 25% ที่เหลือเป็นเครื่องบินจากต่างชาติ ขณะที่มีรายงานระบุต่ออีกว่า สายการบินของคนไทยได้ทำหนังสือต่อ กพท.เพื่อขออนุญาตจดทะเบียนเครื่องบินพาณิชย์ทั้งของโบอิ้ง และแอร์บัส เพื่อเข้าประจำฝูงในปี 69 อีกรวมกว่า 85 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ยี่ห้อแอร์บัส 38 ลำ ยี่ห้อโบอิ้ง 22 ลำ เป็นเฮลิคอปเตอร์ 12 ลำ และบอลลูน อากาศร้อน 2 ลำ เป็นต้น
ซึ่งจากความต้องการต่างๆ และปัญหาที่ประสบของสายการบินทำให้เห็นชัดว่าเทรนด์ของอุตสาหกรรมการบินจากนี้ไปจะเป็นขาขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท.จึงได้มีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข กฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่ยังอยู่บนมาตรฐานของโลก เพื่ออำนวยความสะดวกกับอุตสาหกรรมการบินในไทย
โดยล่าสุด พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้กล่าวว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.68 ได้เห็นชอบ ให้การแก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอากาศยานที่ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือนจะจัดหามาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการจากการจำกัดอายุของอากาศยาน เป็นไม่จำกัดอายุอากาศยานทุกประเภท ทั้งอากาศยานปีกแข็งและเฮลิคอปเตอร์ ที่จะจัดหามาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการการบินพลเรือน
ซึ่งการปลดล็อกอายุเครื่องบินดังกล่าวทำให้มีผู้ประกอบการสายการบินหลายราย เตรียมเช่าเครื่องบินมาให้บริการเนื่องจากมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุอากาศยานไว้ ซึ่งประเทศชั้นนำด้านการบิน อย่างสหรัฐฯ และเยอรมนี ก็ไม่ได้กำหนดอายุ เครื่องบิน แต่ใช้วิธีการตรวจสอบมาตรฐานมากกว่า ซึ่งความปลอดภัยทางการบินมีมาตรฐานสูงตั้งแต่การนำเครื่องเข้าจดทะเบียน และมีการตรวจสอบตามวงรอบการใช้งานอีก
ก็ต้องมาตามดูกันว่า การช่วยหาทางออกเพื่อรับกับเทรนด์อุตสาหกรรมการบินโลกจะแก้มาถูกทางได้หรือไม่.
สุรางค์ อยู่แย้ม
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม