
สนค.ระบุส่งออกไทยปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน เติบโตจำกัด แต่ยังมีโอกาสตลาดใหม่อย่างอินเดีย ตะวันออกกลาง และ CLMV สินค้าดาวรุ่งคือไฮเทค อาหารแปรรูป แนะเร่งการทูตเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างส่งออก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มส่งออกสินค้าไทยปี 69 พบว่า การส่งออกไทยในปีนี้ เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความต้องการซื้อของคู่ค้าชะลอลง หนี้ครัวเรือนสูงกดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะเห็นผลกระทบชัดเจน และผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ), รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องจักรกลขั้นสูง แต่สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป), อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน การชะลอตัวของกำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะและความยั่งยืน (ESG) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
ขณะที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีโอกาสจากความมั่นคงทางอาหาร การรักสุขภาพ กระแสการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก แต่ยังมีอุปสรรคด้านมาตรการทางการค้าและขีดความสามารถด้านต้นทุน โดยสินค้าดาวรุ่ง ได้แก่ ไก่แปรรูป, กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง, เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้, ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม), อาหารสัตว์เลี้ยง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆแต่สินค้าเกษตรที่การส่งออกอาจชะลอตัว เช่น ยางพารา, ข้าว, ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, สิ่งปรุงรสอาหาร, ผักกระป๋อง และผักแปรรูป เพราะมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากค่าเงินบาทแข็งค่า และต้นทุนการผลิตที่เสียเปรียบคู่แข่ง อย่างอินเดียและเวียดนาม รวมถึงความต้องการซื้อที่ลดลงจากสินค้าคงคลังของผู้นำเข้าที่มีมาก
“แม้การส่งออกไทยปีนี้ มีแรงกดดันหลายด้าน และทำให้การเติบโตมีข้อจำกัด แต่ยังมีโอกาสขยายตัวในกลุ่มตลาดศักยภาพใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ CLMV ที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและกำลังซื้อภายในภูมิภาคที่ยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน ไทยต้องปรับตัวในทุกมิติ ทั้งการขับเคลื่อนด้วยทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเจรจาขยายสิทธิประโยชน์ทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่และบรรเทาผลกระทบจากกำแพงภาษี ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการส่งออกและปรับระบบนิเวศทางการค้าด้วยระบบ AI ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน”