
ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) นิด้า เปิดอีกมุมมองของความเสี่ยงและโอกาส ทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2569 โจทย์สำหรับรัฐบาลใหม่ ประชาชน และภาคธุรกิจไทย ที่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วงจากในประเทศและนอกประเทศในปี 69 ทั้งการชะลอลงของการส่งออก ปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวถึง จากภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ว่า เผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตอยู่ในระดับที่น่าผิดหวัง และกลายเป็นฐานที่เปราะบางสำหรับปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้ไม่เกิน 2% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนาม ที่โต 7-8%, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประมาณ 6% มาเลเซีย 5% และสิงคโปร์ 3%
โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเปราะบางและเติบโตในระดับต่ำ โดยมีการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี ) ไว้ที่ระดับต่ำมาก เพียง 1.6%-1.8% โดยมีปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ
.ความเสี่ยงจากเวทีโลกจ่อถล่มไทย
นายมนตรี กล่าวต่อว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมากถึง 72% ของธุรกรรมทั้งหมด เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดเล็กและมีกำลังซื้อจำกัด ทิศทางเศรษฐกิจโลกจึงเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของไทยในปี 2569 ความท้าทายแรก มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2-3% ทำให้กำลังซื้อประเทศคู่ค้าลดลง ้มีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 69 จะขยายตัวได้เพียง 1% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและฐานที่สูงจากการโต 12% ในปี 2568
เรื่องที่ 2 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการทางการค้าใหม่ ที่เราต้องระวังผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน, รัสเซีย-ยูเครน,สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเด็นใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา มรายังคงสร้างความไม่แน่นอน ขณะที่มาตรการทางการค้าใหม่ โดยเฉพาะ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): ซึ่งมาตรการของสหภาพยุโรปที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน Global Minimum Tax หรือ ข้อตกลงเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติในอัตราขั้นต่ำ 15% จะทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนทำได้ยากขึ้น และท้ายที่สุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 9% ในปี 2568 และแข็งค่าขึ้นราว 3% ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.เพียงเดือนเดียว ซึ่งบั่นทอนความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกและทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น อาจจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยคาดว่าจะมีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 34-35 ล้านคนในปี 2569
“นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะ ชะลอการตัดสินใจลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ในพื้นที่ EEC เพื่อรอความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center เช่น ความเสถียรด้านพลังงาน แหล่งน้ำ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง”
.ปัญหาเชิงโครงสร้าง-การเมืองไทยทับถม
ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยที่จะรุกเข้ามาจากต่างประเทศ ปัญหาในประเทศไทยก็ยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นายมนตรี กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนสูงถึง 87% ของจีดีพี (ยังไม่รวมหนี้นอกระบบและหนี้สหกรณ์) ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงบ้าง แต่ภาระหนี้ยังคงสูงสวนทางกับรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง ส่งผลต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ทำให้ต้องพยายามประคับประคองธุรกิจ ท่ามกลางแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่สูงขึ้น ที่เริ่มลามจากการเป็นหนี้เสียของธุรกิจขนาดเล็กไปธุรกิจขนาดกลาง
“สุญญากาศทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน จะทำให้เกิดข้อจำกัดของนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือโครงการลงทุนอื่นๆ และส่งผลต่อเนื่องให้กระบวนการงบประมาณล่าช้า เพราะหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหมจะแล้วเสร็จราวเดือนพ.ค. จะทำให้การเสนอร่างงบประมาณปี 2570 ไม่ทันตามกรอบเวลาเดิม หมายความว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2570 (ต.ค.-ธ.ค.2569) จะไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่จากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเลย โดยรัฐบาลจะใช้ได้เฉพาะงบประจำไปก่อน”
นายมนตรี ยังแสดงความเห็นถึงข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่ิเพิ่มมากขึ้น โดยพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด จากหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 67% ของจีดีพี เข้าใกล้เพดานกรอบวินัยการคลังที่ 70% ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาลทำได้จำกัด
.รัฐบาลใหม่และกลไกพยุงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่องมือหลักของภาครัฐจะมีข้อจำกัด แต่ยังมีกลไกอื่นที่พอจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง ได้แก่ การเร่งรัดงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หากสามารถผลักดันเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนรวมกันประมาณ 350,000 ล้านบาท ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องมีการการบริหารจัดการและกระจายการใช้งบประจำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง
แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดในการพลิกฟื้นประเทศตกอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะต้องมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีภารกิจเร่งด่วน เรื่องแรกคือ สร้างความเชื่อมั่น โดยนายมนตรีมองว่า การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ ต้องเตรียมแผนเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 ให้ทันภายในกรอบเวลา 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ (มิ.ย.-ก.ย.)
ตามมาด้วย การเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้น นอกเหนือจากการแก้ปัญหาระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและวางนโยบายเพื่อ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป โดยต้องเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น เพื่อยังคงความได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้า (FTA) กับประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EU กับสหราชอาณาจักร เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ รวมทั้ง พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ รวมทั้งแก้ปัญหาค่าเงินบาท โดยควรจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการส่งออกและนำเข้า