
เศรษฐกิจไทยจะหัวหัวไปทิศทางไหน หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ภายใต้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลก เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพาทั้งโลกเหวี่ยงในสงครามตะวันออกกลาง เป็นคำถามตั้งต้นและเป็นวิธีหาทางรอดของการเสวนาเรื่อง "มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า" จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และ ประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวเปิดเวทีด้วยภาพที่ตรงไปตรงมาว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ติด Circuit Breaker ร่วงกว่า 8–9% ขณะที่ไทยสูญไปแล้ว 66 จุดในวันเดียวในช่วงเปิดตลาดภาคเช้า และยังอาจตกหนักกว่านี้อีก ทว่าสัญญาณที่น่ากังวลกว่าคือโครงสร้างของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน
โดยชี้ว่า ความผันผวนที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียง “การซ้อม” ระลอกแรกจาก 4 ระลอก ได้แก่ ตลาดทุน เศรษฐกิจจริง การย้ายฐานการผลิต และเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำลังจะทยอยกระทบไทยต่อเนื่อง ปีที่แล้วคือสงครามการค้ายกที่ 1 ปีนี้คือสงครามการค้ายกที่ 2 พร้อม Hotspot ใหม่แทบทุกเดือน
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในมุมมองของเขา คือคำถามที่ไทยจะต้องเผชิญในอีกไม่นานว่า “คุณจะเลือกข้างใคร ระหว่างอเมริกากับจีน?” และสิ่งที่ต้องคิดคือ คำตอบที่ผิดพลาดอาจนำมาซึ่งมาตรการทางการค้าที่รุนแรง เช่นเดียวกับที่สเปนและสหภาพยุโรป (EU) กำลังเผชิญ
ดร. กอบศักดิ์เสนอ 3 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่
ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (World Bank) เสนอภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งเขาชี้ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจโลกปี 2568 - 2570 แทบไม่เปลี่ยน แต่ใต้ผิวน้ำมีคลื่นขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ โดยสาเหตุที่โลกยังดูยืดหยุ่นอยู่มาจาก Frontloading การส่งออก (เร่งส่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี) และการลงทุน AI ที่กระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
สำหรับไทย ธนาคารโลกระบุชัดว่าเป็นประเทศที่ “โตช้าที่สุดในอาเซียน” โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้านหลัก ได้แก่
อย่างไรก็ตาม โอกาสมีจริง โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนที่ไหลเข้าไทยมากขึ้นในอุตสาหกรรม EV เครื่องปรับอากาศ และ Solar Panel
ทั้งนี้ ธนาคารโลกระบุ 5 เซกเตอร์ที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ Advanced Manufacturing, Creative Economy, Sustainable Tourism, Health Tourism และ Agribusiness พร้อมเสนอ 3 เงื่อนไขความสำเร็จ คือ เปิดการแข่งขัน พัฒนาทักษะแรงงาน และจัดสมดุลการคลัง
บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไม่มี Quick Win โดยชี้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องทุกทศวรรษ จาก 7.5% ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง สู่ 5% หลังวิกฤติ ลงเหลือ 3% หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และต่ำกว่า 2% ในปัจจุบัน
วิเคราะห์จาก 8 ดัชนีเชิงสถาบัน ไทยไม่ติด Top 40 แม้แต่ดัชนีเดียว และแย่ลงเกือบทุกตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีประชาธิปไตยร่วงจากอันดับ 80 เป็น 130 ดัชนีต่อต้านคอร์รัปชันจากอันดับ 75 เป็น 118 ดัชนีนิติธรรมจากอันดับ 50 เป็น 80 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของศาสตราจารย์ดารอน อาเซโมกลู เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ ปี 2567 ที่ว่า ปัจจัยเชิงสถาบันเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีวันนี้คือทุกดัชนีแก้ได้ และไทยมี “ก้าวแรก” ที่ชัดเจนแล้วในรูปของการสมัครเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยกดดันและสนับสนุนให้ไทยยกระดับมาตรฐานเชิงสถาบันในทุกมิติ นอกจากนี้เขายังชี้ว่ารัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่มีทรัพย์สินรวม 20 ล้านล้านบาทคือ “ตัวถ่วง” ที่ใหญ่ที่สุด การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน OECD จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่แท้จริง
รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดด้วยคำว่า รัฐบาลไทยไม่เคยขาดนโยบายเกษตร แต่ทำไมผลลัพธ์จึงไม่เคยดีขึ้น คำตอบคือนโยบายสะท้อนเสียงประชาชน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการที่ใช้งบประมาณมากที่สุดปีละแสนกว่าล้านบาทคือการแก้ราคาพืชผลตกต่ำ ซึ่งมุ่งเอาใจฐานเสียง ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้า
ปัญหาหลักคือผลิตภาพต่ำ กำไรสุทธิจากนาปรังเฉลี่ยไม่ถึง 2,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรที่มีที่ดิน 20 ไร่ตามค่าเฉลี่ยจะมีรายได้ทั้งปีไม่ถึง 80,000 บาท งบวิจัยด้านเกษตรที่เคยอยู่ที่ 1% ของ GDP ภาคเกษตร ลดเหลือไม่ถึง 0.2% ส่งผลให้เกษตรกรภาคกลางหันไปใช้พันธุ์ข้าวเวียดนามที่ให้ผลผลิตสูงกว่าแทน
ดร. นิพนธ์เสนอแนวทางเปลี่ยนเกมด้วย 3 แนวทาง ได้แก่
ดร.นฎา วะสี ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ เปิดด้วย 5 ข้อเท็จจริงที่น่ากังวล ข้อแรก คนไทยอายุขัยเพิ่มขึ้นเป็น 78 ปี แต่อายุเกษียณราชการยังอยู่ที่ 60 และอายุรับบำนาญประกันสังคมยังอยู่ที่ 55 ตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่หลายประเทศขยับขึ้นเป็น 62–67 ปีแล้ว
ข้อที่สองที่น่าตกใจคือ โอกาสในตลาดแรงงานไทยค่อยๆ หายตั้งแต่อายุ 35–40 ปี ไม่ใช่ที่ 60 ประกาศรับสมัครงานออนไลน์กว่า 60% ยังกำหนดอายุสูงสุดที่ 30–35 ปี ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายประเทศพัฒนาแล้ว
ด้านกองทุนชราภาพประกันสังคม ดร. ณดาชี้ว่าอัตราสมทบ 7% เทียบกับบำนาญที่จ่ายออกถึง 20% ของเงินเดือน ทำให้รายรับรายจ่ายไม่สมดุลมาแต่ต้น หากไม่ปรับอะไร กองทุนจะใกล้ศูนย์ภายใน 20–30 ปี
ข้อเสนอของเธอเน้นการมองภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ทีละกองทุน โดยเสนอให้ (1) ออกกฎหมายห้ามกำหนดอายุผู้สมัครต่ำกว่า 55 ปี (2) ปรับสูตรบำนาญและอัตราสมทบให้สมดุลกัน พร้อมค่อยๆ เลื่อนอายุรับบำนาญเต็มสำหรับคนรุ่นหลัง และ (3) ออกแบบระบบรายได้ผู้สูงอายุแบบบูรณาการ โดยเอาผู้สูงอายุเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาระบบเป็นตัวตั้งอย่างที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 5 เสียงบนเวทีนี้สะท้อนภาพเดียวกัน คือ ประเทศไทยกำลังนำ “เรือลำเล็ก” ฝ่าพายุที่ใหญ่กว่าที่เคยเจอ ทั้งสงครามการค้า การเปลี่ยนขั้วอำนาจโลก หนี้ครัวเรือน อุตสาหกรรมที่ตกยุค เกษตรกรที่ยากจนลงทุกปี และระเบิดเวลาของสังคมสูงวัย และสิ่งสำคัญคือ ไม่มีทางลัด ไม่มี Quick Win และการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ไม่แตะรากเหง้าเชิงสถาบัน จะทำให้ไทยยังคงเป็นเรือไม้ที่ลอยฟ่องอยู่กลางมหาสมุทรแห่งความผันผวน
และข้อเสนอบนเวทีคือ การกล้าตัดสินใจ กล้าปฏิรูป และกล้ายอมรับความเจ็บปวดระยะสั้น เพื่อแลกกับอนาคตที่ยั่งยืน