
คลังกางแผนปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้รัฐ ลุ้นเศรษฐกิจปี 69 ขยายตัว 2% สวนทางเอกชนประเมินโตต่ำสุด 1.6% จากพิษเศรษฐกิจโลกผันผวนและปัญหาโครงสร้างภายในที่สะสมมานานจนกลายเป็นพายุลูกใหญ่
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2569 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 2% โดยปัจจัยการเติบโตเป็นผลจากไตรมาสแรกของปีนี้ มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จากการเลือกตั้ง เทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องถึงช่วงสงกรานต์ และเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้ง
“ยอมรับว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้หลายเรื่องที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ แต่เชื่อว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570 - 2573 นั้น มีเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ว่าเป็นการทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2570 และ 10% ในปี 2567 หรือจะปรับขึ้นครั้งเดียว 3% ต้องรอรัฐบาลใหม่มาพิจารณา และสภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย หากไม่ปรับขึ้นรัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการหารายได้เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่าจีดีพีในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา ที่คาดว่าเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก หลายอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% จากปัญหาสินค้าลักลอบนำเข้าและราคาถูกจากต่างประเทศ
ขณะที่เอสเอ็มอีเผชิญต้นทุนสูง ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด ภาคส่งออกคาดหดตัว -1.5 ถึง -0.5% จากสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา
ส่วนโครงสร้างส่งออกยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน เพิ่มภาระต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด มูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ใน 9 เดือนแรก โดยเสนอรัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมสู่มูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด
“ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของเอสเอ็มอี ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่
สำหรับภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปีนี้ อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดน 140,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร
สำหรับในปีนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่ผ่านมา ที่มีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท จาก 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ 980,000 ล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย
“ผมมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุนการใช้นวัตกรรม (R&D) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาเอสเอ็มอี การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ”
ที่สำคัญ ประเทศไทยควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในปีนี้ จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1. Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2. Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3. Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593