
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ “หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ถึงการส่งเสริมและสนับสนุน “ข้าวประณีต” ว่า จากการแข่งขันของข้าวในตลาดโลกที่รุนแรงมากขึ้น หลังจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวไทยอีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 67 จนส่งผลให้การค้าและราคาข้าวโลกเกิดความผันผวน ประเทศผู้ส่งออกข้าวหลายราย ซึ่งรวมถึงไทย ส่งออกข้าวขาวลดลง ประกอบกับไทย แม้เป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่การส่งออกข้าวไทยกลับแข่งขันด้วยราคา และปริมาณ จึงทำให้การส่งออกข้าวไทยได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะข้าวขาว ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
“ข้าวประณีต” แก้ปัญหาข้าวระยะยาว
นายวิทยากร กล่าวอีกว่า เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงตั้งโจทย์ว่า ทำอย่างไรให้ข้าวไทยแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ หรือทำอย่างไรให้ตลาดโลกซื้อข้าวไทยในราคาพรีเมียม และทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ต้นทุนลดลง และมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว คำตอบที่ได้ คือ เราต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตข้าวไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านรายได้ของชาวนา คุณภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยนโยบายและมาตรการที่นำมาใช้ จะต้องเป็นรากฐานให้กับอนาคตที่มั่นคงของข้าวไทย
นั่นจึงเป็นที่มาของการส่งเสริมและสนับสนุน “ข้าวประณีต” ที่จะชูจุดเด่นของข้าวไทยคุณภาพสูง เกิดจากความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่แปลงนาไปจนถึงคัดคุณภาพ ปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้ข้าวที่มีรสชาติ มีความโดดเด่น เช่น นุ่ม หอม หรือข้าวอัตลักษณ์ ที่มีลักษณะและภูมิปัญญาเฉพาะ เช่น ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมูลค่าเพิ่มสูง เพราะผลิตไม่มาก นำมาพัฒนาได้ เช่น ปรับปรุงคุณภาพ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง
“กรมจะมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนข้าวประณีตจากท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้ผู้บริโภค โดยเน้นผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะ ที่เป็นตลาดพรีเมียม เช่น คนรุ่นใหม่รักสุขภาพ ผู้สูงวัย ฯลฯ เช่นเดียวกับกาแฟที่สร้างความแตกต่างในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น”
เปิดแผนส่งเสริม “ข้าวประณีต”
สำหรับแผนส่งเสริมและสนับสนุนข้าวประณีตนั้น นายวิทยากร กล่าวว่า ระยะแรก จะเริ่มต้นจากกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวประณีต ที่มีศักยภาพ เพื่อทำเป็นต้นแบบก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำรวจเกษตรกรที่มีศักยภาพ แล้วนำมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลรวม 868 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 162 กลุ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 395 กลุ่ม ศูนย์ข้าวชุมชน 233 แห่ง และสหกรณ์การเกษตร 78 แห่ง
โดยหลังจากนั้น คัดเลือกกลุ่มนำร่อง 200 ราย มาจัดเป็น 3 กลุ่มตามระดับศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ตรงจุดมากที่สุด ได้แก่ 1. กลุ่ม 1 มีความพร้อมด้านผลิตและตลาด ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP / เกษตรอินทรีย์ / GI ฯลฯ หรือได้รับรางวัลข้าวคุณภาพระดับจังหวัด ระดับประเทศ 2. กลุ่ม 2 มีผลิตภัณฑ์ข้าวสาร (จ้างสีข้าวเปลือก หรือมีเครื่องสีเอง) แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ตรงตามความต้องการตลาด มีช่องทางจำหน่ายน้อยหรือผ่านพ่อค้าคนกลาง และ 3. กลุ่ม 3 ผลิตข้าวสารแต่ยังไม่มีบรรจุภัณฑ์ หรือมีความตั้งใจจะผลิตข้าวสารคุณภาพจำหน่ายเอง
“เมื่อจัดกลุ่มแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเชื่อมโยงตลาดให้กับกลุ่ม 1 และ 2 เช่น จัดงานกิจกรรมแสดงสินค้า ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางการตลาด เช่น ห้างค้าปลีกสมัยใหม่, ห้าง/ร้านค้าท้องถิ่น, โรงแรม, ร้านอาหาร, ส่งออกไปต่างประเทศ”
นอกจากนี้ จะสนับสนุนวงเงินสินเชื่อให้กลุ่ม 2 และ 3 เพื่อซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก เครื่องบรรจุผลิตภัณฑ์และเครื่องจักร/อุปกรณ์ในกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว แปรรูป และเพิ่มมูลค่า รวมถึงรับรองมาตรฐานให้กลุ่มที่มีศักยภาพและต้องการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายเอง หรือต้องการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานในการแปรรูปข้าวสาร และสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการตลาด เป็นต้น “เมื่อเกษตรกรต้นแบบประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรกลุ่มอื่น และขยายความสำเร็จไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนต่อไปได้แน่นอน”
ข้าวไทยสู่เมนูอาหารระดับโลก
นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนยกระดับ “ข้าวประณีต” และวัตถุดิบเกษตรไทย สู่ประสบการณ์อาหารระดับโลก ผ่านโมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” เชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
โดยล่าสุดกรม ร่วมมือกับบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ การบินไทย, ไทยแอร์เอเชีย, และบางกอก แอร์เวย์ส เปิดตลาดศักยภาพใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยนำข้าวประณีต และสินค้า GI ทั้งปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา, สับปะรดภูแล เชียงราย มาเป็นวัตถุดิบให้ผู้เข้าแข่งขันนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารแข่งขันในรายการ MasterChef และพัฒนาเป็นเมนูอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน และเลานจ์ของสายการบิน ซึ่งเชื่อมโยงตลาดนานาชาติได้โดยตรง
“ในอนาคต จะนำข้าวประณีตหรือข้าวคุณภาพดี มีเอกลักษณ์โดดเด่น มาเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเป้าลูกค้าโรงแรม ร้านอาหารระดับ 5 ดาว ซึ่งจะต้องชูความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก เพื่อให้ผู้บริโภคคิดถึง “ข้าวไทย” เป็นอันดับแรก” นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้าย