
ขอพูดถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อีกสักครั้งหลังจากที่มีเสียงคัดค้านว่า เป็นการเอื้อเอกชนเจ้าของสัมปทาน และเป็นโครงการประชานิยมเพื่อหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยมากกว่าจะช่วยผู้คน
เอาจริงๆนโยบายนี้ตั้งอยู่บนเจตนาและความมุ่งมั่นของคุณสุริยะมานมนานเต็มทีก่อนจะมีรัฐประหารในปี 2549 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม
คุณสุริยะอยากจะเข้าไปซื้อสัมปทานทั้งของบีทีเอส และดอนเมืองโทลล์เวย์ซึ่งเป็นหนี้อยู่กับแบงก์หลายแห่งในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เพื่อเอามาเป็นของรัฐ ตัดปัญหาการขอปรับขึ้นค่าตั๋ว และค่าผ่านทางที่แพงหูฉี่ให้ได้
แต่ท้ายสุดเขาทำไม่สำเร็จเพราะทั้งสองบริษัทวิ่งเข้าไปขอเจรจาใช้หนี้แบงก์ ทันทีที่รู้ว่ารัฐจะเข้าซื้อหนี้นี้ไปบริหารเอง
เวลาผ่านมากว่า 20 ปี แม้สัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสยังเป็นของเอกชนอยู่ แต่รองนายกฯสุริยะ ก็ยังไม่สิ้นความพยายามในการจัดโครงสร้างการเดินรถโดยสารสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า และรถโดยสารประจำทางในเขต กทม.ใหม่
นโยบายที่รัฐบาลจะจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายหรือต่อเที่ยว จึงนำกลับมาดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติอีกครั้ง
กล่าวคือ ไม่ว่าผู้บริโภคจะเดินทางกี่สถานีก็ตามในรถไฟฟ้า 8 เส้นทาง จะจ่ายค่าโดยสารตลอดสายเพียง 20 บาทเท่านั้น
นโยบายนี้จัดเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่คนจนเมือง คนชนชั้นกลาง คนทำงานทั่วไป ตลอดจนถึงนักเรียน และนิสิต นักศึกษาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉลี่ยสูงถึง 30% ของรายได้ หรืออาจมากกว่าเดือนละ 4,000 บาทในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมนำร่องนโยบายนี้ด้วยการเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายในเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วงมาแล้ว และจะขยายไปยังสายอื่นๆให้ครอบคลุมทั้ง 8 เส้นทางภายในวันที่ 30 ก.ย.68 นี้
ว่าแต่ว่า คราวนี้รัฐบาลขอให้ประชาชนผู้ใช้รถไฟฟ้าช่วยกันไปลงทะเบียนแต่เนิ่นๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อยืนยันตัวตน และผูกบัตรที่จะใช้ชำระค่าโดยสารด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก
หรือผูกบัตรเครดิต, บัตรเดบิต, หรือบัตรโดยสารอื่น เช่น Rabbit Card ที่มีใช้อยู่แล้ว โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือน ส.ค.68 และจะเริ่มใช้นโยบายได้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.68 เป็นต้นไป
นโยบายนี้ครอบคลุม 8 เส้นทาง ได้แก่ สายสีเขียว, สีทอง, สีเหลือง, สีชมพู, สีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีแดง และรถไฟสายแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ด้วย ส่วนผู้โดยสารที่ไม่ได้ลงทะเบียนตามเงื่อนไขที่กำหนดต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติ
ข้อสงสัยที่ว่า 20 บาทมาจากไหน ก็มาจากการคำนวณรายได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท ไม่ควรมีค่าเดินทางเกิน 10-15% หรือเกินกว่า 60 บาท หากมีค่ารถไฟฟ้าไปกลับไม่เกิน 40 บาทจะเหลือไว้จ่ายค่าเดินทางอื่นๆอีกเพียง 20 บาท ซึ่งไม่พอแน่ๆ ก่อนที่จัดระเบียบให้มีรถเมล์ไปรับตามจุดต่างๆในโครงการตั๋วร่วมที่จะนำเสนอกฎหมายต่อสภาฯโดยเร่งด่วนที่สุด
โครงการนี้น่าจะดีที่สุดในการแบ่งเบาภาระรายจ่ายของคนเมืองได้ดีที่สุด.
มิสไฟน์
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม