
หลังจากรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง "พิชัย ชุณหวชิร" ยืนยันว่า ได้มีการเจรจาครั้งที่ 2 กับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมั่นใจว่าข้อเสนอใหม่ล่าสุดของไทยจะทำให้สหรัฐฯปรับอัตราภาษีตอบโต้ของไทยลงจาก 36% ลงเหลือ 20% หรือต่ำกว่า
ทำให้คนไทยส่วนหนึ่ง เริ่มเข้าใจไปว่าการเจรจาลด “ภาษีตอบโต้ลงมาที่ 20% หรือต่ำกว่าที่ประมาณ 18% ” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่เลวร้ายลงไปจากวันนี้
แต่จริงๆแล้ว เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก มองว่า ภาษีนำเข้าสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นเป็น 18-20% จากที่เก็บในขณะนี้ 10% มีผลกระทบเพิ่มขึ้น ค่อนข้างมาก ซึ่งอัตราดังกล่าวนี้เอกชนส่วนหนึ่งถือว่าพอรับไหว แต่ก็อาจจะทำให้เอกชนอีกจำนวนหนึ่งรับมือกับต้นทุนใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ไหว
และหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และคู่แข่งทางการค้าของไทย ภาษีตอบโต้ที่ 18-20% แทบจะไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าส่งออกจากประเทศไทย เพราะอยู่ในช่วงภาษีที่ใกล้กันมาก
ที่สำคัญกว่านั้น เอกชนอยากให้รัฐบาล ประเมินผลกระทบข้างเคียงของข้อเสนอที่เราให้คืนสหรัฐฯ ไปเพื่อแลกกับการลดภาษี และบอกความจริงกับคนไทยว่า จะมีภาคส่วนไหนจะได้รับผลกระทบ และกระทบในลักษณะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลมีมาตรการ และเงินช่วยเหลือ หรือมีแผนการอย่างไรที่จะลดผลกระทบที่จะถาโถมใส่ภาคการผลิตและการค้า
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากมาตรการที่ลงไปเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย จะต้องมองถึงมาตรการเพิ่มรายได้ของประชาชน เพื่อประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวด้วย
เพราะหากติดตามการประมาณการเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจไว้ 2 กรณี คือ กรณีพื้นฐาน และกรณีเลวร้าย ซึ่ง “ภาษีตอบโต้ที่ 18-25%” ส่วนใหญ่ใช้ในการประมาณการเศรษฐกิจกรณีเลวร้าย
ยกตัวอย่าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัว 1.4% ศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินที่ 1.5% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 1.8% โดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รวมความเสี่ยงของความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดเหล่านั้น จุดแรกที่เราต้องผ่านให้ได้คือ การลดภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ให้เท่ากับหรือต่ำกว่า 20% ก่อนเป็นอย่างแรก หลังจากนั้น หากไม่มีปัจจัยการเมืองรุนแรงมากระทบจนไปต่อไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การหาหนทางเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม