
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมือง คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะเป็นรัฐบาล” แต่คือ “รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถพาประเทศออกจากกับดักเดิมๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้หรือไม่”
“พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยมุมมองของภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดนโยบายใหม่ ไอเดียใหม่ หรือแผนงานบนกระดาษ หากแต่ขาด “การบริหารจัดการที่ทำได้จริง ทำอย่างต่อเนื่อง และทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม” ความท้าทายที่แท้จริงจึงอยู่ที่การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบการเมืองที่มีเสถียรภาพ โปร่งใสและยึดหลักนิติธรรม
วาระสำคัญของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการเมืองที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว
ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า ขณะนี้ประเทศไทยมี 6 ปัญหาใหญ่ที่ต้องถือเป็น “ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วนที่สุด”
ประเด็นแรก : การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย คือ การขาดกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่มีเป้าหมายชัด วัดผลได้ และสามารถสานต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีรัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ หากนโยบายยังถูกเปลี่ยนแปลงไปตามวาระทางการเมืองหรือแรงกดดันระยะสั้น จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนา และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว ดังนั้น ต้องมี “การวางกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่ปฏิบัติได้จริง”
ประเด็นที่สอง : การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
ระบบราชการที่ซ้ำซ้อน ล่าช้า และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาคเป็นอุปสรรคหลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จำเป็นต้องยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และเท่าเทียม เพื่อสร้างวัฒนธรรมเคารพกฎหมายและฟื้นความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ
ประเด็นที่สาม : คุณภาพการศึกษาและประสิทธิภาพแรงงานไทย
ภาคเอกชนกังวลอย่างยิ่งต่อคุณภาพการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ ระบบการศึกษายังไม่สามารถพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เทคโนโลยี และการแข่งขันระดับโลก ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
ประเด็นที่สี่ : โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ
การกำหนดนโยบายยังทำงานแบบแยกส่วน ขาดการมองภาพรวมระดับประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และพื้นที่ ส่งผลให้ทรัพยากรถูกใช้ไม่คุ้มค่า และการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ประเด็นที่ห้า : การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
ภาคเกษตรยังคงเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมายาวนาน ทั้งต้นทุนการผลิตสูง รายได้ต่ำ และขาดการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ ภาคเอกชนเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการน้ำ การทำเกษตรแบบ zoning การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการทำตลาดโดยยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” และความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง
ประเด็นที่หก : แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ
ภาคเอกชนมองว่าประเทศไทยยังขาดแผนป้องกันและรับมือภัยพิบัติที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับประเทศถึงท้องถิ่น ภาคเอกชนเสนอให้มี “แผนเดียวทั้งประเทศ” ครอบคลุมการเตือนภัย การป้องกัน การรับมือ และการฟื้นฟู โดยใช้การบริหารจัดการแบบบูรณาการ ลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและเศรษฐกิจ
ภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ต้องอาศัยกลไกที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นที่ขาดความต่อเนื่อง
ประเด็นแรก : กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมรัฐ–เอกชนที่มีอำนาจจริง
ควรจัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติที่ให้รัฐและเอกชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และความต่อเนื่องในการผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบายบนกระดาษ ประชุมต่อเนื่อง
ประเด็นที่สอง : การยกระดับขีดความสามารถการส่งออกและ SMEs
จำเป็นต้อง “ผ่าตัดใหญ่” ระบบสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะการช่วย SMEs ปรับโครงสร้างการผลิต เทคโนโลยี และมาตรฐาน เพื่อให้แข่งขันได้จริงในตลาดโลก พร้อมจัดสรรงบประมาณอย่างตรงเป้า โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออก โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน
ประเด็นที่สาม : การฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ
ภาคเอกชนเสนอให้มีการกำหนดนโยบายท่องเที่ยวที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คุณภาพ และการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับจากปริมาณสู่มูลค่า และเน้นเรื่องความปลอดภัย
ประเด็นที่สี่ : การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดทุน
ต้องมีนโยบายกำกับดูแลที่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง และบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ประเด็นที่ห้า : สร้างรายได้ผ่านการจ้างงาน ไม่ใช่การแจกเงินอย่างเดียว
“การสร้างงานแบบประชานิยม” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรมุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มกำลังซื้ออย่างยั่งยืน มากกว่าการแจกเงินโดยไม่เชื่อมโยงกับการผลิตหรือการจ้างงานจริง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยจริง
ประเด็นที่หก : ใช้กลไกการเงินของรัฐอย่างบูรณาการ
ควรประสานการทำงานระหว่างกระทรวงการคลัง สถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการลงทุน การปรับตัวของธุรกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมถึงดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แข่งขันได้
ประเด็นที่เจ็ด : ปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน
ภาคเอกชนเสนอให้เร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ แบ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจ และเพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติ การกิโยตินกฎหมาย สามารถเลือกที่ทำได้ก่อน เช่น กฎกระทรวง ซึ่งส่วนนี้ สามารถทำได้เร็ว ถ้าเลือกส่วนที่ตรงเป้า
ภาคเอกชนคาดหวังการเมืองที่โปร่งใส ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม พรรคการเมืองควรประกาศจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชันอย่างชัดเจน ไม่พึ่งพาเงินทุนสีเทา และไม่ดึงบุคคลที่มีประวัติเสื่อมเสียเข้าสู่ระบบการเมือง
ภาคเอกชนยังต้องการการเมืองที่พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยคาดหวังให้พรรคการเมืองนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงใช้เป็นวาทกรรมช่วงเลือกตั้ง
การเมืองที่ดี คือการดึง “คนเก่ง คนมีความสามารถจริง” มาร่วมขับเคลื่อนประเทศ การบริหารประเทศควรยึดความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นหลัก ไม่ใช่ระบบโควตาทางการเมืองหรืออิทธิพลท้องถิ่น
รัฐบาลควรทำงานอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจบนข้อมูลและความเป็นจริง และแก้ปัญหาเป็น ควรมีความชัดเจนด้านจุดเน้น ความรวดเร็วในการตัดสินใจ และมีกลไกติดตามผลที่ชัดเจน หากนโยบายมีปัญหาต้องกล้าแก้ไขอย่างทันท่วงที
ต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองและหลักนิติธรรม ภาคเอกชนต้องการรัฐบาลที่มีเสียง สนับสนุนเพียงพอ บริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ ยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ และผลประโยชน์ของประ เทศเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่มีสมาชิกมากกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ มีความเห็นว่า เศรษฐกิจทั้งปีที่ผ่านมาและปีหน้าที่จะเผชิญจะมีความท้าทายอย่างมาก
ดังนั้น หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปแปลงเป็นนโยบายที่ทำได้จริงมีแผนปฏิบัติ ตัวชี้วัดที่ชัดเจนและความต่อเนื่องในการดำเนินการ มากกว่าการประ กาศเจตนารมณ์เพียงช่วงหาเสียง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน แปลงเชิงโครงสร้าง ที่ยึดผลลัพธ์เป็นศูนย์กลาง สร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบและผลงานที่ตรวจสอบได้ และนำพาประเทศไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.
“พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ จำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการขยายตัวที่กระจุกอยู่ในบางเมืองหรือบางภูมิภาคเท่านั้น
“เศรษฐกิจภูมิภาค” จึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในจังหวัดและชุมชนต่างๆทั่วภูมิภาค การพัฒนาเศรษฐกิจระดับพื้นที่จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระจายโอกาส ลดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม
จากการรวบรวมความเห็นของภาคธุรกิจและหอการค้าภูมิภาค สะท้อนว่า “โจทย์เศรษฐกิจของคนพื้นที่” ในปัจจุบันมีประเด็นสำคัญ 5 เรื่องที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นแรกคือ “การท่องเที่ยว” ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ค่าเงินบาทที่มีความผันผวนและช่วงที่แข็งค่า รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน
ประเด็นที่สองคือ “ภาคการเกษตร” ซึ่งยังเป็นฐานรายได้ของคนจำนวนมาก แต่กลับเผชิญความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ และราคาพืชผลที่ผันผวนจนกดทับรายได้เกษตรกร ขณะที่ปัญหาโครงสร้างด้านตลาดและการแปรรูปยังทำให้สินค้าเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มที่
ประเด็นที่สามคือ “รายได้และกำลังซื้อของประชาชน” ที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้การบริโภคชะลอตัวไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มฐานราก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจภูมิภาคจำนวนมาก ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ภาระหนี้ และข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ที่สำคัญคือการเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารยังไม่ง่าย
ประเด็นที่สี่คือ “สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ รวมถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการน้ำ ทำให้หลายพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายซ้ำๆ และยิ่งเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
และ ประเด็นที่ห้าคือ “ปัญหาสังคม” ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ภัยหลอกลวงออนไลน์จากขบวนการสแกมเมอร์ ตลอดจนธุรกิจสีเทาที่บ่อนทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรมและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในปีหน้า หอการค้าไทยประเมินว่าอัตราการเติบโตมีแนวโน้ม “ชะลอตัวและขยายตัวได้ในระดับต่ำ” เนื่องจากการค้า การลงทุน และการส่งออกยังเผชิญแรงเสียดทานจากภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่การท่องเที่ยวยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งทำในปีนี้ ไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าหมายใหญ่ แต่ต้อง “เร่งทำให้เกิดผลจริง” ในประเด็นเร่งด่วน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการ และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหรือสินค้าท่องเที่ยวใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหัวและกระจายรายได้สู่พื้นที่
2.ปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการน้ำ การทำโซนนิงเพาะปลูกให้เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พร้อมทำงานด้านการตลาดร่วมกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง
3.ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มกำลังซื้อควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ พร้อมเสริมสภาพคล่องให้ SMEs และปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ทำได้จริง
4.จัดให้มีการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ มีฐานข้อมูลและระบบแจ้งเตือน รวมทั้งแผนป้องกันและแผนเผชิญเหตุแบบบูรณาการตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ
และ 5.ปฏิรูประบบราชการ ปราบปรามคอร์รัปชันและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเสมอภาค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจไทย
“เศรษฐกิจภูมิภาค” คือภาพจริงของเศรษฐกิจไทย หากพื้นที่เดินหน้าได้ ประเทศก็เดินหน้าได้ และหากต้องการเห็นการฟื้นตัวที่มั่นคง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งทำมาตรการที่กระทบชีวิตและธุรกิจของคนในพื้นที่ให้เกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง และตรวจสอบได้ เพราะความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้ประกอบการจะกลับมาได้ด้วย “การลงมือทำที่เห็นผล” มากกว่าคำประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว.
ทีมเศรษฐกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม