ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยยังสาหัส "ณพพงศ์” วอนรัฐตั้งกองทุนแสนล้านอุ้มฝ่าวิกฤต

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยยังสาหัส "ณพพงศ์” วอนรัฐตั้งกองทุนแสนล้านอุ้มฝ่าวิกฤต

Date Time: 15 พ.ค. 2568 09:00 น.

Summary

ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ชี้ SMEs ไทยสาหัส ขาดสภาพคล่อง เข้าไม่ถึงแหล่งทุน หนี้ท่วมหัว ศักยภาพแข่งขันด้อย หนำซ้ำเศรษฐกิจไทยซึม ฉุดกำลังซื้อหด และยังถูกสินค้าจีนตีตลาด ยอดขาย-กำไรดิ่ง วอนรัฐช่วยด่วน อ้อนตั้งกองทุน 1 แสนล้านบาทอุ้มธุรกิจหนีตาย

Latest

ผ่านปี 68 "งูร้าย" สู่ปี 69 "ม้าเหนื่อย" เฟ้นหา "แสงสว่าง" ท่ามกลางปัจจัยลบ

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ไทยปัจจุบันว่า ไทยมีผู้ประกอบการรวมกว่า 3.25 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็น SME ถึง 99.5% มีการจ้างงาน 12.8 ล้านราย หรือ 70% ของการจ้างงานทั้งหมดของภาคธุรกิจ และ 32% ของการจ้างงานทั้งประเทศ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs (GDP SME)  6.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของ GDP ไทย ชี้ให้เห็นว่า SMEs มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจ และการจ้างงาน แต่ปัจจุบัน SMEs ไทยยังคงน่าห่วง เพราะมีปัญหาเรื้อรัง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สำเร็จ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สถานการณ์ของ SMEs จะยิ่งย่ำแย่ลง ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงาน และเศรษฐกิจประเทศ 

3 ปัญหาฉุดรั้ง SMEs ไทย        

สำหรับปัญหาเรื้อรังของ SMEs ไทย ได้แก่ ศักยภาพการแข่งขัน  เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ยังทำแบบดั้งเดิม ไม่มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยลดต้นทุน ทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ ความสามารถปรับตัวสู้คู่แข่งจากต่างประเทศน้อย จึงต้องเพิ่มศักยภาพให้มากขึ้น นอกจากนี้  ส่วนใหญ่ขาดสภาพคล่อง จากรายได้ลดลง เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และมีหนี้สูง หลายธุรกิจใช้เครดิตส่วนบุคคลค้ำประกันกิจการ เมื่อรายได้ลดลง ขณะที่ภาระรายจ่ายประจำเหมือนเดิม เช่น ค่าจ้าง ค่าเช่า ต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการต่างๆ ฯลฯ หนี้สินที่มีจึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง           

ขณะเดียวกัน กว่า 60% ของ SMEs ไทยยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารได้ ส่วนบางราย ที่กู้ได้ ธนาคารมักคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่า อีกทั้งยังไม่รู้จักแหล่งทุนทางเลือกอื่น เช่น Crowdfunding, Venture Capital หรือแพลตฟอร์มเงินกู้ออนไลน์            

“ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งเงิน และหนี้สิน ที่ถือเป็นปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่ แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกหลายมาตรการช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่ทำให้  SMEs ดีขึ้นมากนัก เพราะที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบหนักจากหลายสถานการณ์ ทั้งโควิด น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ เศรษฐกิจไทยชะลอ แล้วยังมีสินค้าราคาถูกจากจีน และภาษีทรัมป์ ที่จะกระทบการส่งออก และภาคการผลิต เข้ามาซ้ำเติมอีก”

ห่วงที่สุดถูกสินค้าจีนตีตลาด           

นายณพพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาอื่น ที่น่าห่วงไม่แพ้กัน คือ การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน รวมถึงการเข้ามาของกลุ่มทุนจีน ทั้งที่ถูกกฎหมาย ฝ่าฝืนกฎหมาย (นอมินี) หรือจีนสีเทา ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ทั้งธุรกิจการค้าส่งและค้าปลีก ที่มีสัดส่วนราว 43%, ธุรกิจบริการ สัดส่วน 39% และธุรกิจดการผลิต ประมาณ 18% ของ SMEs ทั้งหมด           

“ถ้าจะให้บอกว่าอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบ ต้องบอกว่า แทบทุกกลุ่ม ทั้งท่องเที่ยว, ซื้อขายของออนไลน์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), รับเหมาก่อสร้าง, ล้งสินค้าเกษตร, วัสดุก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจการศึกษา, ร้านอาหาร, สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า, ของเล่น, ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่บุกตลาดออนไลน์และออฟไลน์ไทยอย่างหนัก รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและอิเล็กทรอนิกส์, เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน, เครื่องจักรกลเบา/อุปกรณ์การเกษตร”           

เนื่องจากจีนผลิตสินค้าที่มีราคาถูกกว่าไทยมาก จากขนาดการผลิตที่ใหญ่และต้นทุนต่ำ รวมถึงมีดีไซน์ที่ทันสมัยตามเทรนด์ และเปลี่ยนโมเดลสินค้าได้รวดเร็ว อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์แฟลชเซลล์ และขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce ของจีนในประเทศไทย             

ขณะที่ผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์นั้น จะเริ่มมีมากขึ้น และทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นจากการถูกเก็บภาษีสูงขึ้น ทำให้ภาคการผลิตสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนสูง “ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังสูง กำลังซื้อลดลงจนกระทบรายได้ของ SMEs มิหนำซ้ำเศรษฐกิจไทยยังไม่แน่นอนสูง จากการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และโลกกับสหรัฐฯ หากไทยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนเดือนก.ค.นี้ อาจเผชิญกับภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ซึ่งจะกระทบภาคการผลิต และส่งออก รวมทั้งกระทบการจ้างงานได้”

วอนรัฐตั้งกองทุน 1 แสนล้าน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอทีมไทยแลนด์เจรจากับสหรัฐฯ ยังมีอีก 3 เรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.จัดตั้งกองทุน 100,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% แบ่งเป็น 3 กอง โดยกองที่ 1 วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย ส่วนกองที่ 2 วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ SME ปรับตัว วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย และกองที่ 3 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อราย           

2.เร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโคราช-หนองคาย-จีน, หรือแม้แต่ Entertainment Complex ถ้าเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านลบรอบคอบแล้ว ฯลฯ 3.บริหารกลุ่มทุนข้ามชาติในไทย โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับทุนต่างชาติทำผิดกฎหมาย หรือทุนเทา, เปิดโอกาสกว้างๆ ให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนถูกกฎหมาย และมาพร้อมกับงานวิจัยดีๆ เทคโนโลยีทันสมัย และนวัตกรรมใหม่ๆ         

ขณะที่สมาพันธ์ฯ เร่งเสริมสร้างศักยภาพ SMEs เช่นกัน โดย 1.สร้างทีมคลังสมอง 100 Doctors for SMEs เพื่อเป็น Think Tank ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.สร้างทีมคลังปัญญา SMEs กระจายองค์ความรู้ที่ทันสมัย 3.จัดทำ SMEs Poll สะท้อนมุมมองและแนวคิด SMEs ให้ภาครัฐ เพื่อปรับปรุงแก้ไขได้ตรงจุด 4.จัดตั้งทีมกฎหมาย ศึกษากฎหมายที่เป็นอุปสรรค และเสนอกฎหมายเพิ่มศักยภาพแข่งขัน และ5.ตั้งทีมการค้า SMEs ไทย เปิดตลาดประเทศใหม่ๆ          

ข้อเสนอแนะทั้งหมด ถ้าทำได้เร็ว ทำได้จริง SMEs น่าจะดีขึ้น แต่ก็อยากให้ภาครัฐทบทวนกรณีที่คลังมีแนวคิดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 1.8 ล้านบาทด้วย เพื่อให้ SMEs และรายย่อย ยังยืดหยัดอยู่ได้ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยและโลก  “ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งเงิน และหนี้สินของ SMEs ที่ถือเป็นปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่ แม้รัฐบาลออกหลายมาตรการช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่ทำให้  SMEs ดีขึ้น”  


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ