ปฐมบท “เงินดิจิทัล 10000” วัดเกมเศรษฐกิจ“รัฐบาลเศรษฐา”กับผลลัพธ์ที่ต้องลุ้น เพราะเงื่อนไขลงทะเบียน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ปฐมบท “เงินดิจิทัล 10000” วัดเกมเศรษฐกิจ“รัฐบาลเศรษฐา”กับผลลัพธ์ที่ต้องลุ้น เพราะเงื่อนไขลงทะเบียน

Date Time: 24 ก.ค. 2567 10:52 น.

Video

ลาขาดรัฐพันแอปฯ คุยเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เห็นภาพ จับต้องได้ | Digital Frontiers EP.56 Special Talk

Summary

ปฐมบท “เงินดิจิทัล 10000” เริ่มใช้จ่าย ไตรมาส 4 ปีนี้ วัดเกมเศรษฐกิจ - วัดฝีมือรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน กับผลลัพธ์ที่ต้องลุ้น จับตารัฐบาล ดีเดย์ เปิดลงทะเบียน เข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แอปทางรัฐ 1 ส.ค. นี้ เงื่อนไขใช้จ่ายภายในอำเภอ และ 18 สินค้าต้องห้าม รวมถึง ไทม์ไลน์แจกเงินหมื่น ตัวแปรวัดผลเชิงเศรษฐกิจ บนความเสี่ยงฐานะการคลัง หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง!

Latest


เงินดิจิทัล 10000 หรือ นโยบายแจกเงินดิจิทัล (Digital Wallet) บ้างเรียก นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet แอปทางรัฐ เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจเรือธง ที่สำคัญที่สุด และวัดฝีมือของรัฐบาล ชุดที่มี "เศรษฐา ทวีสิน" เป็นนายกรัฐมนตรี

ย้อนไป คณะรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ถึงแนวคิดของนโยบายแจกเงิน ว่า จะให้เงินดิจิทัล 10000 บาท แก่ประชาชนทุกคนเท่ากันอย่างทั่วหน้า กำหนด 3 เงื่อนไขคนไทยที่จะมีสิทธิได้รับการแจกเงิน  ได้แก่ 

  • ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป
  • คนไทยที่มี เงินเดือน หรือรายได้ไม่เกิน 70,000 บาท มีเงินฝากทุกบัญชีน้อยกว่า 500,000 บาท
  • เงื่อนไขสำคัญสำหรับการใช้จ่ายเงินดิจิทัล จะใช้ได้แค่ภายในอำเภอตามทะเบียนบ้าน และใช้ซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น โดยไม่สามารถใช้เงินดิจิทัลซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน ได้ 

ก่อนภายหลังมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ของโครงการเงินดิจิทัล ออกมาเป็นระยะๆ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของแหล่งเงิน และไทม์ไลน์การแจกเงินของรัฐบาล ที่ถูกเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดตายตัวชัดเจน รวมไปถึง เสียงท้วงติงต่างๆ นานา จากคนในแวดวงเศรษฐกิจ นักวิชาการ และ นักเศรษฐศาสตร์ 

โดยเฉพาะ มีการประเมินร่วมกันว่า ประเทศไทย อาจได้ไม่คุ้มเสีย จากหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะ นโยบายแจกเงินดิจิทัล แม้จะมีข้อดีตรงที่อาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคใช้เงินตนเองเพิ่มมากขึ้น และจะมีโอกาสทำให้ประสิทธิผลของนโยบายดังกล่าวสร้างเงินสะพัด เงินหมุนเวียน สามารถกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ใช้งบประมาณประเทศอย่างมหาศาล และอาจส่งผลเสียต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

เปิดลงทะเบียน รับเงินดิจิทัล 10000 รอบแรก 1 ส.ค. 2567 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลเดินหน้านโยบาลดังกล่าว โดยมีคนไทยที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ราว 50.7 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และจะมีการเปิดลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล สำหรับกลุ่มแรก วันที่ 1 ส.ค. - 15 ก.ย. 2567 สำหรับกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เริ่มใช้จ่ายเงิน ภายในไตรมาส 4/2567

สรุปไทม์ไลน์การลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 

  • การลงทะเบียนประชาชนทั่วไป (กลุ่มที่มีสมาร์ทโฟน) : 1 ส.ค. -15 ก.ย. 2567
  • การลงทะเบียนประชาชนทั่วไป (กลุ่มประชาชนทั่วไป ไม่มีสมาร์ทโฟน) : 16 ก.ย.-15 ต.ค. 2567

ส่วนกลุ่มร้านค้าลงทะเบียน โครงการแจกเงินดิจิทัล วันไหน? ข้อมูลจากการเปิดเผยของรัฐบาลล่าสุด ระบุว่า จะมีการเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ในกลุ่มผู้ค้า แม่ค้า-พ่อค้า และห้างร้านต่างๆ วันที่ 1 ต.ค.2567 เป็นต้นไป  ซึ่งหลักฐานที่ต้องจัดเตรียม สำหรับการลงทะเบียน ได้แก่ 

  • เลขบัตรประชาชน หรือ เลขนิติบุลลคลของผู้ประกอบการ
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • สถานที่ตั้งร้านค้า 
  • รูปถ่ายร้านค้า 

โอกาสนี้ Thairath Money ชวนย้อนประเมินความคิดเห็นของหน่วยงาน และบุคคลต่างๆ ที่ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึง ข้อดี-ข้อเสีย ของ “โครงการเงินดิจิทัล 10000 บาท” ที่ส่งผลเชิงบวก-เชิงลบ ต่อเศรษฐกิจไทย ก่อนมีการใช้จ่ายเงินหนึ่งหมื่นบาทของรัฐบาลจริงในปีนี้ (เริ่มใช้ ไตรมาส4/2567 หรือ 1 ต.ค.2567 เป็นต้นไป )

ข้อสรุปจาก กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่วงเดือน มี.ค. 2567 ระบุว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล มีข้อดีคือ อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันหวั่นว่าจะสร้างปัญหาต่อทิศทางหนี้สาธารณะของประเทศไทย และหนี้สินในระดับครัวเรือน เพราะ ณ สิ้นปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 90.6% ต่อ GDP และหากบวกหนี้นอกระบบรวมกันแล้ว ประมาณ 19 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่า 100% ต่อ GDP ทำให้หนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงของไทยกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และกำลังบั่นทอนการบริโภคของภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย 

นอกจากปัญหาหนี้ครัวเรือนแล้ว บริบทหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ก็เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายการคลังเช่นกัน โดยหนี้สาธารณะของประเทศไทยในเดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ 62.23% ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอาจยังไม่ลดลง และจะเสี่ยงมากขึ้น หากมีวิกฤติใหม่ที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว 

ดังนั้น ประเทศไทยจึงอาจไม่มี พื้นที่การคลังเพียงพอ ที่จะรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และไม่เพียงพอที่จะรองรับนโยบายแจกเงินดิจิทัลที่ใช้เงินจำนวนมากเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยการแจกเงินแบบทั่วหน้า ไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายจำเป็นเฉพาะอย่างชัดเจน จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้

โครงการแจกเงินดิจิทัล สร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ บนความเสี่ยงฐานะการคลัง 

ด้าน “รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยให้ความเห็นว่า โครงการแจกเงินดิจิทัล จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยหมุนเวียนได้อย่างต่ำๆ 2 รอบ โดยรอบแรกจะส่งผลให้เกิดการบริโภคของประชาชน การลงทุนของภาคธุรกิจ และทำให้มีผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 

ขณะรอบที่ 2 เมื่อรายได้เพิ่มจาก GDP ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดการบริโภคหมุนอีกรอบ โดยรวมแล้วจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตามมาอีกมาก อีกทั้ง นโยบายนี้ยังมีคนในแวดวงดิจิทัลสนับสนุนว่า อาจช่วยให้ไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วขึ้น 

ขณะที่นักวิชาการอิสระ ฐานะอดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง “รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” เคยให้ความเห็นเชิงท้วงติงว่า การโอนเงินหรือแจกเงิน เป็นมาตรการ Income Transfer ควรมุ่งไปที่ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย หรือใช้บรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้เป็นการทั่วไป 

“ข้อควรระวังของนโยบายแจกเงินดิจิทัล ก็คือ ข้อจำกัดของโครงสร้างงบประมาณ ค่อนข้างมั่นใจว่า หากเดินหน้าทำตามนโยบายทันที ต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้การขาดดุลงบประมาณปี 2567 เพิ่มทะลุ 1 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้า ไม่สามารถจัดเก็บภาษีมาสนับสนุนได้มากพอ และต้องก่อหนี้ อาจเกิดความเสี่ยงทางการคลังได้" 

ส่วนข้อมูลวิเคราะห์ นโยบาย Digital wallet ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลการใช้จ่ายเงินดิจิทัลภายใต้ เงื่อนไขจำกัด ที่มีผลต่อ ตลาดค้าปลีกไทย ปี 2567 ว่า เนื่องด้วย โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital wallet) ที่มีการกำหนดเงื่อนไขพื้นที่และประเภทร้านค้าเข้าร่วมโครงการ รวมถึง การถอนเงินสด อาจมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค และการเข้าร่วมของร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ซึ่งเงื่อนไขที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมอาจจะน้อยกว่าที่คาด

แต่หาก Digital wallet สามารถดำเนินการได้ตามแผน อาจหนุนยอดขายค้าปลีกปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเพียง 1% เป็นโต 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% กรณีไม่มีมาตรการแจกเงิน 


เงื่อนไขใช้เงินดิจิทัลตามทะเบียนบ้าน และการถอนเงินสดของร้านค้า  

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เมื่อรัฐบาลกำหนดพื้นที่ในการใช้เงินดิจิทัล ว่า ต้องอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่ต่างกัน 

โดยผู้บริโภคที่อยู่นอกภูมิลำเนา มีราวๆ 6.6 ล้านคน ซึ่งอาจมีช่วงเวลาให้ใช้จ่ายสั้น และต้องวางแผนการเดินทางเพื่อกลับไปใช้จ่าย เช่น วันหยุดเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องเร่งใช้เงิน และเลือกซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่อครั้งสูงๆ (สินค้าที่เก็บได้นาน ไม่เน่า เสีย) จำเป็นต้องซื้อในปริมาณมากๆ จึงทำให้การใช้จ่ายอาจกระจุกตัวอยู่แค่บางร้านค้า และบางสินค้าเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัล คงจะต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ทั้งในมิติของ ยอดขาย จากการคาดเดาพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะใช้จ่ายอย่างไร และซื้อสินค้าประเภทไหน รวมถึงในมิติของการถอนเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด 

โดยหากเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการเงินสดในทันที และเดิมไม่ได้อยู่ในระบบภาษี อาจจะรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่า จนตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วม สุดท้ายแล้วอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างทั่วถึง ก็จะจำกัดลงตาม

ท้ายที่สุด ผลของมาตรการฯ อาจไม่ได้หนุนผู้ประกอบการค้าปลีกให้มียอดขายที่ดีขึ้นเท่ากันทุกราย ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันของร้านค้าปลีกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค อีกทั้งยังต้องติดตามเงื่อนไขของมาตรการเงินดิจิทัล ที่อาจเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดได้อีกเช่นกัน พร้อมประเมินว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะมีส่วนช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ หรือ Multiplier Effect ราว 0.4-0.6 รอบ เท่านั้น 

อัปเดตข่าวเงินดิจิทัลล่าสุด "เผ่าภูมิ โรจนสกุล" รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง ระบุวันนี้ (24 ก.ค.2567) เชื่อว่า การแจกเงินดิจิทัล จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 4 ลูก ได้แก่ 

  • พายุหมุนลูกที่ 1 : ระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็ก 
  • พายุหมุนลูกที่ 2 : ระหว่างร้านค้าขนาดเล็ก กับ ร้านค้าขนาดใหญ่ 
  • พายุหมุนลูกที่ 3 : ระหว่างร้านค้าขนาดใหญ่ กับ ร้านค้าขนาดใหญ่ 
  • พายุหมุนลูกที่ 4 : เกิดการซื้อขายที่โปร่งใส กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประชาชนเองทั่วประเทศไทย 

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ