
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า คนไทย (ตามเงื่อนไข) จะได้รับ “เงินดิจิทัล” 10,000 บาท ตามโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ช่วงไตรมาส 4 (ต.ค.-ธ.ค. ปี 2567) หลังชวดไทม์ไลน์ ช่วงสงกรานต์ ที่ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ต้องการดำเนินนโยบาย ให้ทันเทศกาลสำคัญของไทย เพื่อให้เงินหมื่นสะพัดทั่วประเทศ จากการกลับไปใช้จ่ายตามภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชน
อย่างไรก็ดี วานนี้ (10 เม.ย. 67) นายกฯ ออกมาแถลงข่าว ยืนยัน รัฐบาลจะใส่เงิน 5 แสนล้านบาท ในระบบเศรษฐกิจ ลงไปถึงฐานรากครอบคลุมประชาชน 50 ล้านคน ภายในปีนี้อย่างแน่นอน โดยที่มาของงบประมาณ ดังกล่าว มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ปี 2567 คู่ปี 2568
โดยได้ขยายกรอบวงเงินในปี 2568 เรียบร้อยแล้ว และอีกส่วนจะมาจากการเติมเงินผ่านโครงการหน่วยงานของรัฐจำนวนอีก 172,300 ล้านบาท ซึ่งคนที่มีสิทธิ์ได้รับแจกเงินดิจิทัล ยังเป็นไปตามเงื่อนไขเดิมที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ขณะช่วงเวลาที่ประชาชนและร้านค้าจะสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ จะมีการเปิดให้ลงทะเบียน ภายในไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-ก.ย. ปี 2567)
เปิดบทวิเคราะห์เศรษฐกิจล่าสุด ของวิจัยกรุงศรี ระบุว่า จริงอยู่ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย มีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี แต่อาจสร้างความเสี่ยงต่อภาระทางการคลังได้
หลังจาก รัฐบาลมีการขยายกรอบการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 เพิ่มอีก 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมกับงบอื่นๆ ตามที่มีการแถลงข่าววานนี้
ย้อนไป การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. มีมติเห็นชอบการปรับปรุงกรอบการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568-2571) โดยในส่วนของงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ครม.เห็นชอบให้ปรับเพิ่มการขาดดุลงบประมาณอีก 1.527 แสนล้านบาท เป็น 8.657 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 7.13 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
การขยายกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 (เดือนตุลาคม 2567-กันยายน 2568) จากเดิม 3.6 ล้านล้านบาท เป็น 3.75 ล้านล้านบาท ส่งผลให้การขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 3.56% ของ GDP เป็นขาดดุลสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 4.42% ของ GDP และขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ด้านหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นแตะระดับ 66.93%
“การจัดทำงบประมาณขาดดุลที่เพิ่มขึ้น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อจะนำมาใช้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต สำหรับงบจากแหล่งอื่นๆ อีก 3.5 แสนล้านบาท “
ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ทั้งเอสแอนด์พีและฟิทช์มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้แผนการคลังระยะปานกลางของไทยจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็จะทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของรัฐบาลในการทำให้สถานะการคลังกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล (Fiscal consolidation) ในระยะข้างหน้า
เจาะในมุมของนักวิชาการ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นล่าสุด เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้หนี้คนไทยไว้ว่า...
มาตรการประชานิยมพักหนี้ แจกเงิน อาจไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤติหนี้สินได้อย่างแท้จริงเพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยเทียบกับจีดีพีปลายปี 2567 อาจแตะ 92% หนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของ GDP เป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และอาจฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินและอาจลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจะยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้น
ยอดหนี้คงค้างยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้หนี้ครัวเรือนคงค้างอยู่ที่ 16.95-17 ล้านล้านบาทเทียบกับไตรมาสแรกปีที่แล้วที่มีอยู่ยอดหนี้ครัวเรือนคงค้างอยู่ที่ 15.19 ล้านล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณ พบว่า หนี้เฉลี่ยรายบุคคลสูงกว่า 240,000 บาทต่อคน
ขณะที่รัฐบาลทำขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมอีกในปีงบประมาณ 67 และ 68 จะทำให้ หนี้สาธารณะที่ประชาชนแต่ละท่านที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบเฉลี่ย อาจสูงกว่า 170,000 บาทต่อคน
“เท่ากับว่า ชาวไทยแต่ละท่านมีภาระหนี้สินส่วนครัวเรือนรวมหนี้สาธารณะอยู่ที่ท่านละ 410,000 บาท “
ฉะนั้นการตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 5-6% เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจมีรายได้สูงขึ้น และต้องสร้างกลไกให้เกิดการกระจายรายได้มายังคนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง คือ ต้องปฏิรูปโครงสร้างการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง
การพักหนี้ เจรจาประนอมหนี้ หรือลดดอกเบี้ยเป็นเพียงแค่บรรเทาแต่ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต้องแก้ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ มาตรการประชานิยมช่วยได้แค่บรรเทาปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น
ที่มา : วิจัยกรุงศรี