
นับเป็นข่าวดีของคนใช้แรงงาน หลังล่าสุดวานนี้ (26 มี.ค. 67) คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ (ไตรภาคี) เคาะการขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” 400 บาท ใน 10 พื้นที่นำร่อง กลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวรายได้สูง ธุรกิจโรงแรมและห้องพัก
ภายใต้สูตรคำนวณที่อ้างอิงจาก เงินเฟ้อ, ประเภทการทำงาน, ทักษะฝีมือ และโซนนิ่ง โดยจังหวัดที่ได้ปรับค่าจ้างใหม่ รอบที่ 2 นี้ ได้แก่
ทั้งนี้ “ไพโรจน์ โชติกเสถียร” ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยทิศทางการขึ้นค่าจ้างรอบต่อไปว่า กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับการพิจารณา “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ในรอบถัดไป คือ กลุ่มธุรกิจภาคการส่งออกและโลจิสติกส์ เป็นต้น
ตามทฤษฎี การกำหนด “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นนโยบายที่รัฐบาลทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเหตุผลหลักของการแทรกแซงตลาด มาจาก 2 ประการ ได้แก่
ย้อนสถิติสถานการณ์การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยนั้น งานวิจัยของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยว่า ประเทศไทยเริ่มบังคับใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกเมื่อปี 2516 ใน 4 จังหวัด ได้แก่
ต่อมาได้ขยายความครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยค่าจ้างขั้นต่ำนั้นถูกกำหนดโดยคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งเป็นองค์กรไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง และค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดนั้นมีอัตราต่างกันไป
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำบังคับใช้กับนายจ้าง ลูกจ้างทุกคน แต่มีข้อยกเว้น คือ ไม่มีผลบังคับใช้กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรไม่แสวงหากำไร แม่บ้าน ลูกจ้างที่รับจ้างงานไปทำที่บ้าน (เช่น freelance) งานบรรทุกขนถ่ายสินค้าเดินเรือทะเล หรืองานเกษตรกรรม
จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ ค่าจ้างไทย เกิดขึ้นเมื่อมกราคม ปี 2556 แรงงานไทยได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วทั้งประเทศในอัตราเดียวกัน จนถึงปี 2560 จึงมีการค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันอยู่ในอัตรา 330-370 บาทต่อวัน
โดยผลจากการศึกษาพบว่า การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทำให้การจ้างงานโดยรวมเพิ่มขึ้น พบว่าลูกจ้างต่างสัญชาติที่เดิมทำงานในระบบมีโอกาสตกงานมากขึ้น แต่ลูกจ้างสัญชาติไทยมีโอกาสตกงานในปีถัดมาน้อยลง ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเมื่อนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น จึงเลือกจ้างลูกจ้างสัญชาติไทยมากกว่า เพราะอาจจะมีทักษะมากกว่า อย่างน้อยในการสื่อสารภาษาไทย
อย่างไรก็ดี วิเคราะห์ผลของค่าจ้างขั้นต่ำต่อกลุ่มลูกจ้างที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา พบว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งใหญ่ ส่งผลให้การจ้างงานในระบบสำหรับลูกจ้างกลุ่มนี้น้อยลง มีการทำงานนอกระบบมากขึ้น โดยมากเป็นการทำงานให้ครอบครัวแบบไม่ได้รับค่าจ้าง
หากดูรายภาคธุรกิจ พบว่า มีการทำให้การจ้างงานแรงงานทักษะต่ำในระบบของภาคการผลิตลดลง นอกจากนี้ยังพบว่านายจ้างมีการปรับตัวผ่านช่องทางอื่นๆ เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่าย เช่น มีลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงานมากขึ้น ได้พักน้อยลง และสภาพที่ทำงานขาดความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงปรับลดค่าชดเชยอื่นๆ ของลูกจ้างลง เช่น อาหารกลางวัน และรายได้พิเศษต่างๆ ที่ไม่ใช่ค่าแรงหลัก
ขณะข้อมูลจากประกันสังคมในช่วงปี 2552-2558 ดูเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่อายุ 25-50 ปี พบผลที่คล้ายกันว่า การจ้างงานไม่ได้ลดลง แต่แรงงานมีการเคลื่อนย้ายจากบริษัทเล็กไปยังบริษัทใหญ่ และแม้ลูกจ้างบางกลุ่มจะได้รับค่าจ้างเริ่มต้นเพิ่มขึ้นตามกฎหมาย แต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างตามอายุงานในอัตราที่ช้าลง เช่น เดิมค่าจ้างที่เคยเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี อาจจะเพิ่มเพียง 1% นั่นคือ นายจ้าง พยายามหาทางปรับตัวเพื่อทดแทนกับค่าจ้างตอนเริ่มงานที่สูงขึ้นตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ
“หลังจากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างของลูกจ้างส่วนมากเพิ่มขึ้น รวมถึงมี spillover ไปถึงกลุ่มค่าจ้างปานกลาง แต่ยังมีนายจ้างที่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่บ้าง”
อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดศึกษาผลของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อการปิดตัวของธุรกิจที่ได้ผลกระทบ ซึ่งจำเป็นต้องแยกผลของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำออกจากปัจจัยอื่นๆ เพราะธุรกิจขนาดเล็กและอายุน้อยก็มีโอกาสปิดตัวมากกว่าธุรกิจอื่นๆ อยู่แล้ว
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ สรุปและเสนอแนะไว้ว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ และแก้ปัญหากรณีนายจ้างมีการผูกขาดการจ้างงาน ทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างที่ต่ำเกินควร ผลจากงานวิจัยต่างๆ นั้นพอสรุปได้ว่า
ดังนั้น การประเมินผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจะต้องมีการประเมินในหลายๆ มิติ และคำนึงถึงลักษณะของตลาดทั้งฝั่งการจ้างงาน และฝั่งผลผลิต รวมถึงมิติต่างๆ ที่นายจ้างอาจจะมีการปรับตัวเพื่อพยายามส่งผ่านต้นทุนไปในรูปแบบอื่น.