
สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าไทยล่าสุด โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า รายงานว่า ตลอดทั้งปี 2566 การค้าระหว่างประเทศของไทย (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่าการค้าทั้งสิ้น 574,316.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.80 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
จากข้อมูลข้างต้น จึงส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ (นำเข้ามากกว่าส่งออก) ราว 5,192.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจาะการค้าระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นคู่ค้าเบอร์ต้นของไทยนั้น พบช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยกับจีนทำการค้าต่อกันด้วยมูลค่าสูงถึง 104,965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท อยู่ที่ 3,649,674 ล้านบาท แบ่งเป็น
ส่งผลให้ทั้งปีที่แล้ว ไทยขาดดุลการค้าจีน รวมมูลค่า 36,636 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,295,895 ล้านบาท
TOP 5 สินค้าส่งออกจีนสูงสุด
TOP 5 สินค้านำเข้าจากจีนสูงสุด
ย้อนไปช่วงปี 2565 ข้อมูลจากกรมศุลกากร เผยว่า ไทยขาดดุลจีนสูงสุด ราว 1 ล้านล้านบาท นั่นทำให้ข้อมูลล่าสุดของปี 2566 เป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะทิศทางปีนี้ยิ่งน่าจับตามองจากหลายปัจจัยน่าห่วง โดยเฉพาะการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ ยังทำให้มีโอกาสที่ไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มมากขึ้นอีก
โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ระบุว่า ขณะนี้พบปัญหาอย่างน้อย 3 เรื่อง จากกรณีสินค้าจีนตีตลาดไทย จนสร้างความกังวลต่อผู้ผลิตไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ คือ
นายกฯ ระบุว่า ทั้ง 3 ประเด็น กำลังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้ค้ารายย่อยไทย ได้รับผลกระทบจากการไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ เนื่องจากสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ราคาถูกกว่า เพราะได้รับการยกเว้นภาษี ทั้งยังเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ขาดการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐ และยังมีปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย
ทั้งนี้ ตนเองได้รับเอกสารข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกี่ยวกับแนวทางการรับมือในเรื่องนี้แล้ว และได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือร่วมกับอธิบดีกรมสรรพากร และอธิบดีกรมศุลกากร
ในทางออกนั้น อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ควรจะทำได้คือ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการในประเทศเสียเปรียบ สำหรับประเด็นอื่นๆ จะหารือในรายละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้สำเร็จต่อไป
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร