
ช่วงหนึ่งในประเทศไทย มีนักลงทุน คนมีเงิน ทั้งรายใหญ่ รายย่อย อยากครอบครองเป็นเจ้าของ “ปั๊มน้ำมัน” ภายใต้แบรนด์แม่ ด้วยเหตุเศรษฐกิจประเทศที่กำลังเติบโต ผู้คน-ห้างร้าน มีความต้องการใช้ พลังงานสูง ขณะในเชิงธุรกิจนั้น ก็คงต้องนับเป็นว่า ปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส เป็นกิจการที่ให้ “กำไรสูง” เกิดภาพ ธุรกิจดังกล่าว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ตัดภาพมาวันนี้ หลังจาก การจากลาของรายใหญ่ในตลาด ปิดฉาก 129 ปี ปั๊ม “ESSO” ในไทย เปลี่ยนเจ้าของไปอยู่ในมือของ “บางจาก” ก็สะท้อนถึง การล้มหายตายจาก ของธุรกิจปั๊มน้ำมันในไทยได้อย่างดี ไม่นับเสียงบ่น บรรดาคนขับรถแท็กซี่ บ่น หาปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊สราคาย่อม เติมยากมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองชั้นในของ กทม. กลายเป็นคำถาม เกิดอะไรขึ้น? กับธุรกิจนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ความนิยมของผู้คน ไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้นด้วย
สอดคล้อง ข้อมูลและมุมมองของ กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ “สุรเชษฐ กองชีพ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ จำกัด ระบุว่า ปัจจุบัน นอกจาก โรงเรียน อาบอบนวด โรงภาพยนตร์ แบบสแตนด์อโลน ที่เริ่มหายไปจากกรุงเทพมหานครมากขึ้น
เนื่องด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ปัจจัยของราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญ คือ จุดเปลี่ยน เรื่องรายได้ที่ลดลงจากการทำธุรกิจเหล่านี้แล้ว
อีก 1 ธุรกิจที่เริ่มห็นว่ามีจำนวนลดลงค่อนข้างมากในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา คือ ปั๊มน้ำมัน หรือปั๊มแก๊ส หรือสถานีบริการน้ำมัน/แก๊ส โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เนื่องจาก ปั๊มน้ำมัน และปั๊มแก๊ส ส่วนใหญ่จะอยู่บนที่ดินเช่าระยะยาว
ซึ่งการเลิกกิจการอาจจะเป็นเพราะว่าครบสัญญาเช่าแล้วเจ้าของที่ดินปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากศักยภาพที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือมีการซื้อขายที่ดินในทำเลใกล้เคียง หรือไม่ไกลจากที่ดิน ที่เป็นปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊สในราคาที่สูงมาก
จนเจ้าของที่ดินเริ่มคิดถึงการขายที่ดินเพื่อรับเงินก้อนใหญ่ ดีกว่าปล่อยเช่าเป็นปั๊มน้ำมันหรือปั๊มแก๊สแบบตอนนี้ไปอีก 3 ปี, 5 ปี หรือ 10 ปี แม้ว่าที่ดินบางแปลงอาจจะยังมีสัญญาเช่ากับปั๊มน้ำมันอยู่ แต่ก็ยินดีที่จะขายก่อนครบสัญญาเช่าแล้วเจ้าของที่ดินยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับปั๊มน้ำมัน เพื่อที่จะได้ปิดการขายที่ดินโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน เมื่อมองในระยะยาว ก็มีความเป็นไปได้ที่รถที่ใช้น้ำมันจะลดน้อยลงไป การรับเงินก้อนตอนนี้ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า แต่อาจจะมีบางรายที่เลือกรับรายได้ในระยะยาวแบบต่อเนื่อง ก็แล้วแต่ความต้องการของเจ้าของที่ดินแต่ละราย
เช่นเดียวกับ แนวโน้มของจำนวนธุรกิจโรงเรียนเอกชน ที่ลดน้อยถอยลงไปมากจากอดีต โดย กูรูอสังหาฯ คนเดิม ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนเอกชนน่าจะเป็นอีก 1 ธุรกิจที่เริ่มมีจำนวนลดน้อยลง สะท้อนจาก มีโรงเรียนเอกชนในทุกระดับการศึกษาหลายแห่ง ที่ปิดกิจการหรือขายที่ดินไปแล้ว
ขณะที่โรงเรียนเอกชนที่เช่าที่อยู่ ก็ไม่ต่อสัญญาเช่า หรือเลิกกิจการโรงเรียนก่อนที่จะครบสัญญาเช่า โดยกรณีที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ โรงเรียน หรือวิทยาลัยที่สอนทางช่าง หรือด้านพาณิชยกรรม
โรงเรียนเอกชนในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ก็เช่นกันที่ลดน้อยลง ทั้งนี้ ประเมินว่า ปัจจัยหลักๆ คือ เรื่องของจำนวนของเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาลดน้อยลงมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
หลายๆ โรงเรียนที่เช่าที่ดิน หรือ ว่าไม่มีคนสืบทอดต่อ ก็จะไม่ต่อสัญญาเช่า หรือขายที่ดินไปเลย เจ้าของที่ดินจึงเลือกที่จะขายที่ดินออกไป
สำหรับ โรงเรียนในระดับต่างๆ ที่เลิกกิจการไป เช่น
ทั้งนี้ ยังพบว่า มีบางโรงเรียนที่เสียที่ดินบางส่วนเพื่อเป็นทางเข้าออกของบางโครงการที่อยู่อาศัยบางโครงการ หรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปก่อน ที่จะถึงยุคคอนโดมิเนียม โดยสาเหตุการปิดกิจการของโรงเรียนเอกชนแทบทั้งหมด พบยังมาจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ในยุคปัจจุบันอีกด้วย