แจกเงินดิจิทัล กับสถานะ “เงินให้เปล่า” ตกหล่น-รั่วไหล 2 ปัญหาใหญ่ เมื่อรัฐบาลต้องคัดกรองคนได้สิทธิ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

แจกเงินดิจิทัล กับสถานะ “เงินให้เปล่า” ตกหล่น-รั่วไหล 2 ปัญหาใหญ่ เมื่อรัฐบาลต้องคัดกรองคนได้สิทธิ

Date Time: 30 ต.ค. 2566 11:45 น.

Video

Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

Summary

เปิดบทวิจัย “เงินดิจิทัล” ของรัฐบาล กับเงินให้เปล่า ทางทฤษฎี ผลดี-ผลเสีย ทางเศรษฐกิจที่เราต้องรู้ ห่วงคัดกรองคนได้สิทธิ เงิน 10,000 บาท ท้าทายปัญหา คนตกหล่นและรั่วไหล สอดคล้องมุมมองนักวิชาการดัง ห่วง คนนอกระบบ รวยกว่าคนในระบบ

Latest


ท่ามกลางข้อถกเถียงไม่รู้จบ เกี่ยวกับ “เรื่องเงินดิจิทัล” ตั้งแต่ ความจำเป็นของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เรื่อยมาจนถึงคำถามสำคัญว่า ใครบ้างควรที่จะได้รับสิทธิ “แจกเงิน 10,000 บาท” ในต้นปีหน้า หากรัฐบาลเพื่อไทย อาจต้องลดวงเงินงบประมาณมหาศาลลงจาก 5.6 แสนล้านบาท ตามคำท้วงติงที่หลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง 

ปรากฏ 2 ทางแยกสำคัญ ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ชุดใหญ่ จะต้องพิจารณาออกมาในสัปดาห์นี้ ว่า จะแจกเงินเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ราว 15-16 ล้านคน หรือคัดกลุ่มคนรวย (ผู้มีรายได้สูง) กลุ่มไหนออก เพื่อลดงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถหามาจัดสรรได้ครบ, ลดความเสี่ยงทางการคลังและสังคม ผลักดันให้นโยบายแจกเงินยังสามารถเดินหน้าได้ ตามที่หาเสียงไว้ ภายใต้ปัญหาเดิมยังไม่จบ ปัญหาใหม่เข้ามาเพิ่ม

เงินดิจิทัล ติดกับดัก “แหล่งเงิน” แต่เชื่อมีความจำเป็นกับเศรษฐกิจ

แม้ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร นักเศรษฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และมีฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย จะออกมายืนยันว่า ความจำเป็นของนโยบายนี้มีมาก หยิบยกปัญหา ตลาดหุ้นไทยติดลบ -18.33% แย่ที่สุดในโลก รองจากอิสราเอล -21.1% (YTD/Year to date) และแบงก์ปล่อยกู้ลดลง ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดีตามแบงก์ชาติคาด โดยรัฐบาลเศรษฐา ยืนอยู่กับปัญหาที่สั่งสมมา และยังไม่ได้แก้ไข ประกอบกับความท้าทายในปัจจุบัน

พร้อมเชื่อว่า นโยบายเงินดิจิทัล ที่ใช้เงิน 5.6 แสนล้าน คิดเป็น 3% ของ GDP ประเทศ จะสามารถทำให้ GDP โตได้ดี และไม่เพิ่มหนี้สาธารณะมากนัก โดยปัญหาของเงินดิจิทัลตอนนี้มีเพียงเรื่อง คือ Cash flow ว่าเอาเงินมาจากไหน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการใช้จ่าย เพราะแหล่งที่มาของเงิน ยังติดปัญหากฎเกณฑ์ 

ดร.ศุภวุฒิ ยังแนะว่า การให้เงินประชาชน ต้องไว้ใจประชาชน สิ่งที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด คือ เสนอแนะให้ประชาชนลงทุน เพราะมีผลต่อความงอกงามของเงิน ซึ่งเงินจะงอกเงยได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการไกด์ของรัฐบาล

เงินดิจิทัล ทางทฤษฎี “เงินให้เปล่า” ผลดี-ผลเสีย ที่ต้องรู้ 

ในเวลาเดียวกัน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับ นโยบายเงินให้เปล่า (cash transfers) ซึ่งในทางทษฎี ดูเหมือนจะต่างออกไป จากนโยบายเงินดิจิทัล ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ 

กล่าวง่ายๆ คือ เงินให้เปล่า เป็นหนึ่งในนโยบายที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดความยากจนเฉพาะหน้า ปัจจุบันมีประเทศรายได้ต่ำและประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ที่ให้เงินให้เปล่ากับครอบครัวที่ยากจน 

ข้อดีของเงินให้เปล่า คือให้ผลที่รวดเร็ว จึงมีประสิทธิภาพในการลดความยากจนเฉพาะหน้า อย่างไรก็ดี การออกแบบนโยบายมีรายละเอียดและความท้าทายหลายด้านที่รัฐต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยที่ข้อมูลรายได้ไม่สมบูรณ์และรัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากรัฐใช้นโยบายเงินให้เปล่าโดยไม่ได้เก็บภาษีหรือไม่หารายได้เพิ่ม? ในประเด็นนี้ วิจัยชิ้นนี้ ขยายความว่า เมื่อมีการให้เงินให้เปล่ามากกว่าภาษีที่รัฐเก็บจากคนในปัจจุบัน ก็จะทำให้รัฐต้องเก็บภาษีจากคนรุ่นหลังเพิ่มขึ้นกว่าเงินให้เปล่าโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การใช้งบประมาณเกินกรอบ จึงเป็นการกระจายรายได้โดยใช้เงินทั้งของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นลูกหลานในอนาคต

แล้วหากรัฐไม่กู้เพิ่ม แต่โยกงบประมาณโดยการตัดรายจ่ายด้านอื่นแทน จะมีผลเสียอย่างไร? ภายใต้ “เงินให้เปล่า” เป็นการแก้ความยากจนเฉพาะหน้า ไม่ได้เป็นการแก้ความยากจนที่ต้นเหตุ ดังนั้นการใช้เงินที่มีจำกัดในการรักษาอาการในปัจจุบันมากเกินไป หรือให้เงินกับคนที่ไม่จนอยู่แต่แรก ก็จะเสียโอกาสในการนำทรัพยากรหรืองบประมาณของภาครัฐไปใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุ หรือใช้ในการลงทุนที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

รัฐบาล “แจกเงิน” แบบถ้วนหน้า หรือ คัดกรองสิทธิ ดีกว่ากัน?

งานวิจัยดังกล่าว ยังวิเคราะห์การแจกเงินในประเทศไทย ต่อว่า ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีแรงงานนอกระบบ คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของแรงงานรวม โดยแรงงานนอกระบบมีสองคุณลักษณะที่ท้าทายกับนโยบายเงินให้เปล่า 2 ประการ ได้แก่ 

  1. รัฐไม่มีข้อมูลรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้ ทำให้ไม่สามารถคัดกรองตามเกณฑ์รายได้อย่างแม่นยำเท่ากับกลุ่มแรงงานในระบบ 
  2. แรงงานนอกระบบไม่ชำระภาษีเงินได้ ทำให้การปรับภาษีภาครัฐเพื่อมาใช้เป็นเงินให้เปล่ามีข้อจำกัดมากขึ้น 

“คนนอกระบบทั้งหมดจะได้รับเงินให้เปล่าในมูลค่าเท่าๆ กันไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม ซึ่งอาจไม่ใช่การกระจายรายได้แบบที่รัฐต้องการ" 

ทั้งนี้ อีกความน่ากังวล ก็คือ การที่รัฐไม่มีข้อมูลรายได้ของแรงงานนอกระบบทำให้การใช้นโยบายเงินให้เปล่าแบบคัดกรองทำได้ยากขึ้น โดยตัวอย่างกลไกคัดกรองเมื่อรัฐไม่ทราบรายได้ประกอบด้วย

  • ใช้เกณฑ์จาก คะแนนความยากจน (proxy means test: PMT) เช่น พื้นที่ของที่อยู่อาศัย ลักษณะของที่อยู่อาศัย สินทรัพย์ที่มี (เช่น บ้าน โทรศัพท์ แอร์ปรับอากาศ) มาประมาณระดับรายได้ของบุคคลนั้นๆ แต่วิธีการนี้มีความไม่แม่นยำนัก
  • การเลือกด้วยตนเอง คือ การคัดกรองผ่านตัวผู้สมัครเอง โดยรัฐสามารถสร้างกลไกที่ทำให้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐต้องการ

คัดกรองสิทธิ์ “แจกเงิน” ระวัง ตกหล่น - รั่วไหล 

สถาบันป๋วย ยังห่วงว่า นโยบายเงินให้เปล่าแบบคัดกรอง หากรัฐจะดำเนินการ อาจท้าทายกับปัญหา 2 ประการ ได้แก่ 

  1. ปัญหา “ตกหล่น” หมายถึง มีคนจนที่รัฐอยากให้ได้รับเงินให้เปล่า แต่ไม่ได้รับ 
  2. ปัญหา “รั่วไหล” หมายถึง มีคนรวยที่รัฐไม่ต้องการให้ได้รับเงิน แต่กลับได้รับ 

ทั้งนี้ แม้ว่าการออกแบบกลไกการคัดกรองที่ดีช่วยให้รัฐประเมินรายได้แท้จริงของคนได้แม่นยำขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาทั้งสองได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่สามารถขจัดปัญหาทั้งสองไปได้โดยสมบูรณ์ รวมถึงฝั่งผู้รับประโยชน์เองก็มีแรงจูงในที่จะบิดเบือนรายได้ของตนเพื่อให้ได้รับเงินให้เปล่า ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเลือกว่าจะยอมรับปัญหาตกหล่นและรั่วไหลในระดับใด

นักวิชาการ เห็นด้วย ตัดสิทธิคนรวย แต่หวั่นคัดกรองไม่ครบถ้วน 

ขณะล่าสุด ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความเห็น “เห็นด้วย” กับแนวโน้ม ลดจำนวนคนได้สิทธิ “เงินดิจิทัลหมื่นบาท”

หากรัฐบาล จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยประมาณ 15 ล้านคน จะใช้เงินงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้ อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลย และมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบกับการแจกเงินแบบถ้วนหน้า 56 ล้านคน หรือตัดคนที่มีเงินเดือนเกินกว่า 25,000 บาท และ/หรือมีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก เหลือผู้มีสิทธิ ประมาณ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.3 แสนล้านบาท หรือ ตัดผู้มีเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาท และ/หรือมีบัญชีเงินฝากกว่า 5 แสนบาท เหลือผู้มีสิทธิ 49 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.9 แสนล้านบาท 

“การแจกเฉพาะกลุ่มเน้นไปที่คนยากจนหรือชนชั้นกลางรายได้ต่ำ โดยคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายมากและเร็ว มักซื้อสินค้าจำเป็นภายในประเทศ มีความจำเป็นและมีปัญหาสภาพคล่อง จะทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการแจกเงินเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ต้นทุนงบประมาณโครงการแจกเงินลดลง”

ทั้งนี้ หากรัฐบาล ไม่แจกเงินถ้วนหน้า ก็ควรปรับเกณฑ์คัดกรองคนมีรายได้สูงนอกเหนือจากเกณฑ์เงินฝากและเงินเดือนร่วมด้วย เช่น รัฐบาลควรนำสินทรัพย์อื่นๆ และภาระหนี้สินมาร่วมพิจารณา เช่น ที่ดิน การถือครองอสังหาริมทรัพย์ เงินลงทุนในตลาดการเงิน การถือครองพันธบัตรและหุ้น ภาระหนี้สิน เป็นต้น มาเป็นเกณฑ์ในการคัดกรอง เพื่อความเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่ม 

โดยปัญหาของการไม่แจกถ้วนหน้า คือ ต้นทุนการบริหารการแจกเงินสูงขึ้น และอาจยุ่งยากในการคัดกรองหากข้อมูลไม่ครบถ้วน ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลการเสียภาษีเงินได้จำนวนหนึ่งอาจมีเงินเดือนมากกว่า 25,000 บาท ก็ได้ แต่อาจไม่ได้ถูกคัดออก หรือบางท่านอาจมีเงินเดือนสูงกว่า 25,000 บาท แต่มีภาระหนี้สินมาก อาจถูกคัดออกทั้งที่ควรได้รับเงินแจก หรือบางท่าน มีเงินเดือนต่ำกว่า 25,000 เงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่มีทรัพย์สินอย่างอื่นจำนวนมาก อาจไม่มีความจำเป็นต้องได้รับเงินแจกเช่นกัน 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ