
ท่ามกลางข้อถกเถียงไม่รู้จบ เกี่ยวกับ “เรื่องเงินดิจิทัล” ตั้งแต่ ความจำเป็นของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เรื่อยมาจนถึงคำถามสำคัญว่า ใครบ้างควรที่จะได้รับสิทธิ “แจกเงิน 10,000 บาท” ในต้นปีหน้า หากรัฐบาลเพื่อไทย อาจต้องลดวงเงินงบประมาณมหาศาลลงจาก 5.6 แสนล้านบาท ตามคำท้วงติงที่หลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง
ปรากฏ 2 ทางแยกสำคัญ ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ชุดใหญ่ จะต้องพิจารณาออกมาในสัปดาห์นี้ ว่า จะแจกเงินเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ราว 15-16 ล้านคน หรือคัดกลุ่มคนรวย (ผู้มีรายได้สูง) กลุ่มไหนออก เพื่อลดงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถหามาจัดสรรได้ครบ, ลดความเสี่ยงทางการคลังและสังคม ผลักดันให้นโยบายแจกเงินยังสามารถเดินหน้าได้ ตามที่หาเสียงไว้ ภายใต้ปัญหาเดิมยังไม่จบ ปัญหาใหม่เข้ามาเพิ่ม
แม้ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร นักเศรษฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และมีฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย จะออกมายืนยันว่า ความจำเป็นของนโยบายนี้มีมาก หยิบยกปัญหา ตลาดหุ้นไทยติดลบ -18.33% แย่ที่สุดในโลก รองจากอิสราเอล -21.1% (YTD/Year to date) และแบงก์ปล่อยกู้ลดลง ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดีตามแบงก์ชาติคาด โดยรัฐบาลเศรษฐา ยืนอยู่กับปัญหาที่สั่งสมมา และยังไม่ได้แก้ไข ประกอบกับความท้าทายในปัจจุบัน
พร้อมเชื่อว่า นโยบายเงินดิจิทัล ที่ใช้เงิน 5.6 แสนล้าน คิดเป็น 3% ของ GDP ประเทศ จะสามารถทำให้ GDP โตได้ดี และไม่เพิ่มหนี้สาธารณะมากนัก โดยปัญหาของเงินดิจิทัลตอนนี้มีเพียงเรื่อง คือ Cash flow ว่าเอาเงินมาจากไหน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการใช้จ่าย เพราะแหล่งที่มาของเงิน ยังติดปัญหากฎเกณฑ์
ดร.ศุภวุฒิ ยังแนะว่า การให้เงินประชาชน ต้องไว้ใจประชาชน สิ่งที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด คือ เสนอแนะให้ประชาชนลงทุน เพราะมีผลต่อความงอกงามของเงิน ซึ่งเงินจะงอกเงยได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการไกด์ของรัฐบาล
ในเวลาเดียวกัน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับ นโยบายเงินให้เปล่า (cash transfers) ซึ่งในทางทษฎี ดูเหมือนจะต่างออกไป จากนโยบายเงินดิจิทัล ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ
กล่าวง่ายๆ คือ เงินให้เปล่า เป็นหนึ่งในนโยบายที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดความยากจนเฉพาะหน้า ปัจจุบันมีประเทศรายได้ต่ำและประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ที่ให้เงินให้เปล่ากับครอบครัวที่ยากจน
ข้อดีของเงินให้เปล่า คือให้ผลที่รวดเร็ว จึงมีประสิทธิภาพในการลดความยากจนเฉพาะหน้า อย่างไรก็ดี การออกแบบนโยบายมีรายละเอียดและความท้าทายหลายด้านที่รัฐต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยที่ข้อมูลรายได้ไม่สมบูรณ์และรัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำ
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากรัฐใช้นโยบายเงินให้เปล่าโดยไม่ได้เก็บภาษีหรือไม่หารายได้เพิ่ม? ในประเด็นนี้ วิจัยชิ้นนี้ ขยายความว่า เมื่อมีการให้เงินให้เปล่ามากกว่าภาษีที่รัฐเก็บจากคนในปัจจุบัน ก็จะทำให้รัฐต้องเก็บภาษีจากคนรุ่นหลังเพิ่มขึ้นกว่าเงินให้เปล่าโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การใช้งบประมาณเกินกรอบ จึงเป็นการกระจายรายได้โดยใช้เงินทั้งของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นลูกหลานในอนาคต
แล้วหากรัฐไม่กู้เพิ่ม แต่โยกงบประมาณโดยการตัดรายจ่ายด้านอื่นแทน จะมีผลเสียอย่างไร? ภายใต้ “เงินให้เปล่า” เป็นการแก้ความยากจนเฉพาะหน้า ไม่ได้เป็นการแก้ความยากจนที่ต้นเหตุ ดังนั้นการใช้เงินที่มีจำกัดในการรักษาอาการในปัจจุบันมากเกินไป หรือให้เงินกับคนที่ไม่จนอยู่แต่แรก ก็จะเสียโอกาสในการนำทรัพยากรหรืองบประมาณของภาครัฐไปใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุ หรือใช้ในการลงทุนที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว
งานวิจัยดังกล่าว ยังวิเคราะห์การแจกเงินในประเทศไทย ต่อว่า ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีแรงงานนอกระบบ คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของแรงงานรวม โดยแรงงานนอกระบบมีสองคุณลักษณะที่ท้าทายกับนโยบายเงินให้เปล่า 2 ประการ ได้แก่
“คนนอกระบบทั้งหมดจะได้รับเงินให้เปล่าในมูลค่าเท่าๆ กันไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม ซึ่งอาจไม่ใช่การกระจายรายได้แบบที่รัฐต้องการ"
ทั้งนี้ อีกความน่ากังวล ก็คือ การที่รัฐไม่มีข้อมูลรายได้ของแรงงานนอกระบบทำให้การใช้นโยบายเงินให้เปล่าแบบคัดกรองทำได้ยากขึ้น โดยตัวอย่างกลไกคัดกรองเมื่อรัฐไม่ทราบรายได้ประกอบด้วย
สถาบันป๋วย ยังห่วงว่า นโยบายเงินให้เปล่าแบบคัดกรอง หากรัฐจะดำเนินการ อาจท้าทายกับปัญหา 2 ประการ ได้แก่
ทั้งนี้ แม้ว่าการออกแบบกลไกการคัดกรองที่ดีช่วยให้รัฐประเมินรายได้แท้จริงของคนได้แม่นยำขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาทั้งสองได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่สามารถขจัดปัญหาทั้งสองไปได้โดยสมบูรณ์ รวมถึงฝั่งผู้รับประโยชน์เองก็มีแรงจูงในที่จะบิดเบือนรายได้ของตนเพื่อให้ได้รับเงินให้เปล่า ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเลือกว่าจะยอมรับปัญหาตกหล่นและรั่วไหลในระดับใด
ขณะล่าสุด ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความเห็น “เห็นด้วย” กับแนวโน้ม ลดจำนวนคนได้สิทธิ “เงินดิจิทัลหมื่นบาท”
หากรัฐบาล จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยประมาณ 15 ล้านคน จะใช้เงินงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้ อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลย และมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเปรียบเทียบกับการแจกเงินแบบถ้วนหน้า 56 ล้านคน หรือตัดคนที่มีเงินเดือนเกินกว่า 25,000 บาท และ/หรือมีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก เหลือผู้มีสิทธิ ประมาณ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.3 แสนล้านบาท หรือ ตัดผู้มีเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาท และ/หรือมีบัญชีเงินฝากกว่า 5 แสนบาท เหลือผู้มีสิทธิ 49 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.9 แสนล้านบาท
“การแจกเฉพาะกลุ่มเน้นไปที่คนยากจนหรือชนชั้นกลางรายได้ต่ำ โดยคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายมากและเร็ว มักซื้อสินค้าจำเป็นภายในประเทศ มีความจำเป็นและมีปัญหาสภาพคล่อง จะทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการแจกเงินเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ต้นทุนงบประมาณโครงการแจกเงินลดลง”
ทั้งนี้ หากรัฐบาล ไม่แจกเงินถ้วนหน้า ก็ควรปรับเกณฑ์คัดกรองคนมีรายได้สูงนอกเหนือจากเกณฑ์เงินฝากและเงินเดือนร่วมด้วย เช่น รัฐบาลควรนำสินทรัพย์อื่นๆ และภาระหนี้สินมาร่วมพิจารณา เช่น ที่ดิน การถือครองอสังหาริมทรัพย์ เงินลงทุนในตลาดการเงิน การถือครองพันธบัตรและหุ้น ภาระหนี้สิน เป็นต้น มาเป็นเกณฑ์ในการคัดกรอง เพื่อความเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่ม
โดยปัญหาของการไม่แจกถ้วนหน้า คือ ต้นทุนการบริหารการแจกเงินสูงขึ้น และอาจยุ่งยากในการคัดกรองหากข้อมูลไม่ครบถ้วน ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลการเสียภาษีเงินได้จำนวนหนึ่งอาจมีเงินเดือนมากกว่า 25,000 บาท ก็ได้ แต่อาจไม่ได้ถูกคัดออก หรือบางท่านอาจมีเงินเดือนสูงกว่า 25,000 บาท แต่มีภาระหนี้สินมาก อาจถูกคัดออกทั้งที่ควรได้รับเงินแจก หรือบางท่าน มีเงินเดือนต่ำกว่า 25,000 เงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่มีทรัพย์สินอย่างอื่นจำนวนมาก อาจไม่มีความจำเป็นต้องได้รับเงินแจกเช่นกัน