
“พรชัย ฐีระเวช” โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 โดย ประกาศปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 จากเป้าหมายเดิม 3.5% คาดว่าจะเหลือการขยายตัวที่ 2.7%
โดยภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 27.7 ล้านคน ขยายตัว 148.3% และมีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 225.5% จากปี 2565
ขณะการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 5.8% รวมถึงแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่คลี่คลายลง สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.9%
อย่างไรก็ตาม สำหรับแรงถ่วงสำคัญนั้น มาจาก มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดว่าปีนี้ จะหดตัวที่ -1.8% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย
นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐอาจหดตัว -3.4% เช่นเดียวกับ การลงทุนของรัฐ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา
สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบริการมีแนวโน้มจะกลับมาเกินดุลตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2566 มีแนวโน้มที่จะกลับมาเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.5% ของ GDP
สำหรับในปี 2567 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.2% ต่อปี หลังคาดว่าการส่งออกสินค้าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.4% ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ทำให้คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง พร้อมกับการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของการท่องเที่ยวไทย
อย่างไรก็ดี การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 ในครั้งนี้ ยังไม่ได้รวมผลกระทบของมาตรการเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการโดยเฉพาะนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet
สำหรับ 4 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่