คนไทยส่วนใหญ่ รายได้ต่ำกว่า 5 หมื่น/เดือน อยาก "ซื้อบ้าน" แต่งบจำกัด - ไม่มีเงินดาวน์

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

    คนไทยส่วนใหญ่ รายได้ต่ำกว่า 5 หมื่น/เดือน อยาก "ซื้อบ้าน" แต่งบจำกัด - ไม่มีเงินดาวน์

    Date Time: 27 ต.ค. 2566 14:03 น.

    Video

    Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

    Summary

    หนี้ครัวเรือน - อัตราดอกเบี้ยสูง สะท้อน คนไทยรายได้ปานกลาง เข้าถึงการ “ซื้อบ้าน” EIC เผย แนวโน้ม ราคาบ้านแพง ตาม “ราคาที่ดิน” สวนทาง คนส่วนใหญ่ มีรายได้ ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่งผล เลือกเช่าที่อยู่ มากกว่าซื้อ เสนอ รัฐ ตรึงดอกเบี้ย สินเชื่อ “บ้านหลังแรก" กระตุ้นตลาด

    Latest


    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยว่า สัดส่วนการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ของคนไทยลดลง จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนสูง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในปี 2557-2565 จำนวนบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑลขยายตัวเฉลี่ยแค่ 2.6% ต่อปี

    ทั้งนี้ มาจาก ราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาที่ดิน และต้นทุนก่อสร้าง ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โดยจากผลสำรวจ พบว่า ค่านิยมการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของคนไทยเปลี่ยนไปเป็น “เช่า” แทน เพราะแม้ อยากซื้อบ้าน แต่งบไม่พอ จึงเป็นข้อจำกัด เนื่องจาก ส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน

    ส่งผล ส่วนใหญ่มองหาที่พักค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน และรองลงมา 10,001-20,000 บาท/เดือน แต่ยังขาดความพร้อมในการขยับขยายมาซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทั้งการมีเงินออมไม่มากเพียงพอสำหรับชำระค่าเงินดาวน์ รวมถึงขาดความมั่นใจทางด้านรายได้ และความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในอนาคต

    โดย EIC เสนอ ว่า จากปัญหาดังกล่าว ภาครัฐควร พิจารณามาตรการส่งเสริมการครอบครองที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้มากขึ้น เช่น สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตรึงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก ลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก

    นอกจากนี้ อาจผ่อนปรนข้อกำหนดของมาตรการที่กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่จะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2566 ซึ่งอาจต่ออายุออกไป และลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวลงได้อีก 

    รวมถึงโครงการบ้านล้านหลัง ที่อาจขยายวงเงิน และเพดานการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยแล้ว ยังจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น 

    อีกทั้ง ยังจะส่งผลด้านบวกไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น รับเหมาก่อสร้างภาคเอกชน บริการตกแต่งที่อยู่อาศัย วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมตามมา

    ที่มา : EIC 


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ