อลเวง “คนรวย” เมืองไทย เมื่อส่อถูกปัดตก ไม่ผ่านเกณฑ์ รับ “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ของรัฐบาลปีหน้า

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

อลเวง “คนรวย” เมืองไทย เมื่อส่อถูกปัดตก ไม่ผ่านเกณฑ์ รับ “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ของรัฐบาลปีหน้า

Date Time: 26 ต.ค. 2566 12:08 น.

Video

Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

Summary

ลุ้นตัวโก่ง! เกมคัดออก หลังรัฐบาล เตรียมปรับเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์รับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โยนบอร์ดขับเคลื่อนโครงการชุดใหญ่ เคาะสรุปสัปดาห์หน้า โหมโรง นิยาม “คนรวย” 2 กลุ่ม ที่ไม่มีใครอยากเป็น เปิดภาพพลิก “จนกระจุก รวยกระจาย” ในสังคมไทย

Latest


Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon คือ คนรวยที่สุดในโลก ประจำปีนี้ จากการเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์ ครอบครองสูงถึง 1.52 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 

แต่สำหรับประเทศไทย ในชั่วโมงนี้ ใครบ้างล่ะ? ที่อยากเป็น “คนรวย” ในบริบทของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน หลังปรากฏข่าวใหญ่ ว่า “คนรวย” อาจหมดสิทธิ์ ได้รับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะโอนเงินให้ วันที่ 1 ก.พ. 2567 ก่อนมีการอัปเดตใหม่ ว่าโครงการนี้ อาจต้องเลื่อนออกไป เป็นช่วง เม.ย. 2567 แทน

ก็เนื่องด้วย รัฐบาลอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดและเงื่อนไขของนโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต” ตามข้อเสนอแนะ และห่วงใยของหลายๆ ฝ่าย ที่ออกมาเห็นตรงกัน ว่าหากรัฐบาล ยังคงรูปแบบโครงการเดิมอย่างที่หาเสียงไว้ ว่าจะเดินหน้า แจกเงินดิจิทัล ให้คนไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป รวม 56 ล้านคน คนละ 10,000 บาท ด้วยงบประมาณสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท อาจเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” หรือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะเป็นโครงการที่มีต้นทุนสูง เกินความจำเป็น อาจนำไปสู่ การก่อหนี้สาธารณะระยะยาว กระทบการชดใช้ของ “คนรุ่นหลัง” ตามมา

โดยภาคเอกชน, นักวิชาการ, นักเศรษฐศาสตร์, ผู้ว่าการ ธปท., อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฯลฯ ร่วมออกเสนอตรงๆ ว่า ขอให้รัฐบาล ทบทวนโครงการ และคัดกรองผู้มีสิทธิ์ ได้รับเงิน 10,000 บาท ให้เหลือแต่กลุ่มที่มีความจำเป็น ต้องได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ใช่ให้แบบ “หว่านแห” ก็เพื่อให้เงินที่ทุ่มลงไป เกิดประโยชน์สูงสุด 

เสียงอ่อนของรัฐบาลเกิดขึ้น หลังเมื่อวันอังคาร 24 ต.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้เข้าพบกับ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอคำแนะนำ การปรับเงื่อนไขของผู้ที่ควรจะได้รับเงิน 10,000 บาทในโครงการนี้ ว่าควรใช้หลักเกณฑ์ใดพิจารณา 

ซึ่งนายกฯ ออกมาให้ข่าวกับสื่อว่า อาจมีความเป็นไปได้ ที่จำเป็นต้องคัดกลุ่ม “คนที่มีรายได้สูง” หรือ “คนรวย” ออก เพราะอาจไม่มีความเดือดร้อนมากเท่ากลุ่มอื่นๆ แต่ทั้งนี้ คงต้องขอเวลาให้คณะทำงาน ศึกษา ถึงนิยามคำว่า “คนรวย” ในบริบทของโครงการนี้อย่างละเอียด เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

ปรับเกณฑ์ “เงินดิจิทัล” ส่อตัดสิทธิ์คนที่รัฐบาล มองว่า “รวย” ออก 

โดยวานนี้ หลังคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตชุดเล็ก นัดประชุดด่วน ช่วงบ่าย 3 โมง หารือและถกกันนานถึง 2 ชั่วโมง ได้มีข้อสรุปออกมาให้สังคมได้ถกเถียงกัน 

“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ได้เผยว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นอกจากจะมีการปรับเงื่อนไขสำคัญของโครงการ ด้วยการขยายพื้นที่การใช้เงินดิจิทัล 10,000 บาท จากระยะ 4 กิโลเมตร เป็นระดับอำเภอแทน 

ล่าสุด ยังจะให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ตัดสินใจเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า เกี่ยวกับประเด็น ที่เห็นตรงกันเบื้องต้น ว่าควรมีการ “ตัดสิทธิ์คนรวยออก” เพื่อประหยัดงบประมาณ และทำให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ วางนิยาม “คนรวย” ไว้ 3 ทางเลือก ดังนี้ 

  1. ตัดคนมีรายได้เกิน 5 หมื่นบาท ต่อเดือน มีเงินในบัญชีมากกว่า 5 แสนบาทออก (เหลือผู้เข้าเกณฑ์รับเงินราว 49 ล้านคน งบประมาณคงเหลือ 4.9 แสนล้านบาท)
  2. ตัดคนที่มีรายได้เกิน 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน มีเงินในบัญชีมากกว่า 1 แสนบาทออก (เหลือผู้ที่เข้าเกณฑ์ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณ 4.3 แสนล้านบาท )
  3. แจกเงินเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) จะทำให้เหลือผู้เข้าเกณฑ์ได้รับเงินหมื่น ราว 15-16 ล้านคน ทางเลือกนี้ ใช้งบประมาณแค่ 1.5-1.6 แสนล้านบาท 

แม้วันนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า ท้ายที่สุด กลุ่มไหน โดยเฉพาะ ข้อ 1 และข้อ 2 ใครกันที่เข้านิยามคำว่า “คนรวย” ของรัฐบาล และจะถูกขับออก จากเกณฑ์การได้รับเงินดิจิทัลไป แต่สังคมต่างกำลัง ถกกันว่า นิยามดังกล่าว ได้ผลักให้ตนเอง เป็น “คนรวย” ได้แล้วหรือ?  

เปิดความจริง “คนรวย-คนจน” ในประเทศไทย 

เปิดข้อเท็จจริง ความรวย-ความจน ในประเทศไทย อ้างอิงจากเว็บไซต์ TPMAP ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ฉายภาพรวม คนจนในปี 2566 ว่าประเทศไทยมี คนจนทั้งสิ้น 655,365 คน จากประชากรสำรวจ 36,130,610 คน ผ่านการวัดใน 5 มิติ สำคัญ ได้แก่ 

  • คนจนสุขภาพ 
  • คนจนความเป็นอยู่
  • คนจนการศึกษา
  • คนจนรายได้ 
  • คนจนเข้าถึงบริการภาครัฐ 


ทั้งนี้ หากเจาะเฉพาะ กลุ่มคนจัด ที่ใช้เกณณฑ์แง่รายได้ เป็นตัวชี้วัด ปีนี้ ประเทศไทย มีคนจนกลุ่มนี้รวมทั้งสิ้น 113,955 คน น้อยลงจากปี 2565 ที่มีอยู่ ราว 506,000 คน 

ขณะรายงานความยากจน ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ที่ใช้ฐานการคิดจากรายได้ต่อเดือน พบว่า “เส้นความยากจน” ในช่วงปี 2564 ถูกขีดไว้ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือน ต่ำกว่า 2,803 บาท หรือ ต่ำกว่า 33,624 บาทต่อคนต่อปี 

ส่วนภาพรวม ตัวเลขรายได้ต่อหัวเฉลี่ย ของคนไทยย้อนหลัง 3 ปี พบ

  • ปี 2563 คนไทยมีรายได้ต่อหัวคนไทย อยู่ที่ 225,311.4 บาทต่อคนต่อปี 
  • ปี 2564 คนไทย มีรายได้ต่อหัวคนไทย อยู่ที่ 231,986.1 บาทต่อคนต่อปี
  • ปี 2565 คนไทย มีรายได้ต่อหัวคนไทย อยู่ที่ 248,677.2 บาทต่อคนต่อปี

ส่วนปี 2566 สภาพัฒน์ ประเมินว่า รายได้ต่อหัวคนไทยในปีนี้ จะอยู่ที่ 262,633.3 บาทต่อคนต่อปี 

นิยาม “คนรวย” ที่วัดกันได้ยาก 

ขณะ “คนรวย” ในประเทศไทยนั้น เดิมเรามักคุ้นชินกับประโยคคลาสสิก “รวยกระจุก จนกระจาย” จากภาพจำ มหาเศรษฐีไทย ที่ยังคงวนเวียน อยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของประเทศ ไม่กี่ตระกูล อันได้แก่ พี่น้องเจียรวนนท์, ตระกูลอยู่วิทยา, ตระกูลสิริวัฒนภักดี, ตระกูลจิราธิวัฒน์, ตระกูลรัตนาวะดี, ตระกูลไชยวรรณ, ตระกูลปราสาททองโอสถ, ตระกูลศรีวัฒนประภา, ตระกูลอาหุนัย และครอบครัวโอสถานุเคราะห์ เป็นต้น 

ก็เนื่องด้วย ล้วนแต่เป็นผู้ครอบครองสินทรัพย์จำนวนมหาศาล รวยหุ้น รวยธุรกิจ กลายเป็นภาพจำ นี่คือ นิยามของ “คนรวย” ที่ใครก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็น 

แล้วแท้จริงแล้ว “ความรวย” วัดกันอย่างไร? ใช่เงินเดือน 25,000 บาทต่อเดือน หรือ 50,000 บาทต่อเดือน ใช่หรือไม่ ? 

ความร่ำรวย ในนิยามของธนาคารดัง ไทยพาณิชย์ เคยเผยแพร่ข้อมูลไว้ว่า ....

เราวัดความร่ำรวยของบุคคลได้ จาก “ความมั่งคั่งสุทธิ หรือ Net Worth” ซึ่งความมั่งคั่งสุทธิ หมายถึง ขนาดของสินทรัพย์รวมของบุคคลหักออกด้วยหนี้สินรวมของบุคคล สามารถแสดงได้ ดังสมการ

ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์ - หนี้สิน

สำหรับเมืองไทย เราอาจเคยได้ยินคำว่า เศรษฐีเงินล้าน นั่นก็พออนุมานได้ว่า หากมีความมั่งคั่งสุทธิเกิน 1 ล้านบาทก็เป็นเศรษฐีได้แล้ว ส่วนโลกตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็ใช้ตัวเลข 1 ล้านเช่นกัน แต่เป็น 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32 ล้านบาท โดยเราจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘ผู้มีความมั่งคั่งสูง หรือ High Net Worth Individuals’ นี่คือความหมายของ คนร่ำรวย เป็นเศรษฐี ตามคำนิยามที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี หากไม่กล่าวไกลถึง “เศรษฐี” ความรวยที่ถูกอธิบายความง่ายๆ อาจหมายถึง การที่คนๆ หนึ่ง มีรายได้ มากกว่า รายจ่าย ในแต่ละเดือน จนมีอิสรภาพทางการเงิน สามารถใช้จ่ายต่างๆ ตามความจำเป็นได้ โดยไม่ขัดสน ก็ถือว่า เป็นคนรวยย่อมๆได้เช่นเดียวกัน แต่สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จะมีคนรวยในนิยามนี้ มากน้อยแค่ไหนกัน ยังไม่มีใครให้คำตอบได้

คงเช่นเดียวกับ ศึกรอบด้าน ที่พรรคเพื่อไทย กำลังเจออยู่ในขณะนี้ จะจ่ายเงินแบบหว่านแหเหมือนเดิม 56 ล้านคน ก็มีข้อท้วงติงคัดค้านที่ต้องรับฟัง ขณะขอเปลี่ยนเกณฑ์คนมีสิทธิ์ เตรียมคัด “คนรวย” ออก ก็โดนสังคมตั้งคำถาม เพราะนิยามแบ่งกลุ่มคนเบื้องต้น ตอบได้ยาก ว่าเงินเดือนแค่นี้ ฉันคือ “คนรวย” ที่จะหมดสิทธิ์แล้วหรือ? 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ