
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ต.ค.) อนุกรรมการประชุม และมีประเด็นที่เห็นตรงกัน และเห็นต่าง ซึ่งจะเสนอไปให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา
โดยจะสรุปและส่งเรื่องไปในสัปดาห์หน้า โดยสิ่งที่อนุกรรมการเห็นพ้องกันคือ จะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รัศมีการใช้จ่ายจะขยับเป็น “อำเภอ” อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ขึ้นกับคณะกรรมการชุดใหญ่ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง
รมช.คลัง กล่าวว่า การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คณะอนุกรรมการฯ เห็นตรงกันว่าจะตัดคนรวยออก จากเดิม 56 ล้านคน เพียงแต่จะกำหนดวัดความรวยที่ระดับใดนั้น จะเป็น Option ให้คณะกรรมการชุดใหญ่ตัดสินใจ จาก 3 แนวทาง คือ
สำหรับการพัฒนาระบบ จะให้ธนาคารกรุงไทยที่มีประสบการณ์ เป็นผู้ดำเนินการ แต่จะเป็นแอปพลิเคชันใหม่ ไม่ใช่แอปเป๋าตัง และยืนยันว่าไม่ใช้งบฯ พัฒนาระบบถึง 1.2 หมื่นล้านบาทแน่นอน
ส่วนประเด็นเรื่องแหล่งเงินที่เป็นเรื่องสำคัญ มีหลายแนวทาง แต่จะเสนอใช้งบประมาณเป็นหลัก โดยจะใช้ปีละราว 1 แสนล้านบาท และตั้งงบฯ ผูกพันข้ามปี เช่น หากใช้งบประมาณทั้งหมด 4 แสนล้านบาท ก็จะตั้งงบฯ ผูกพันไป 4 ปี ซึ่งต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการ Cash Out หรือขึ้นเงินจากระบบอีกที
“เรื่องแหล่งเงินจะเสนอไปเป็น Option ซึ่งมีข้อเสนอทั้งใช้งบประมาณ ทั้งเงินกู้ กลไกอื่นๆ อย่างมาตรการกึ่งการคลัง ก็คือเสนอหลายรูปแบบ อย่างไรก็ดี การใช้กลไกตามมาตรา 28 ที่จะใช้เงินธนาคารออมสิน มีข้อติดขัดทางกฎหมาย จึงจะไม่ใช้แนวทางนี้” จุลพันธ์ กล่าว
รมช.คลัง ยอมรับ หากคณะกรรมการชุดใหญ่เลือกการใช้งบประมาณ ซึ่งต้องใช้งบฯ ปี 2567 ก็ยอมรับว่า โครงการจะต้องล่าช้าออกไป จนกว่างบประมาณจะบังคับใช้ คือราวเดือน เม.ย.-พ.ค. 2567 ซึ่งอาจไม่ทันสงกรานต์
อย่างไรก็ตาม เรื่องเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินยังคงเดิม คนได้รับสิทธิ์รายแรกใช้จ่ายภายใน 6 เดือน ส่วนร้านค้าสามารถทยอยขึ้นเงินภายใน 4 ปี โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งเงื่อนไขการจ่ายเงินนั้น ต้องหารือกับร้านค้าที่จะต้องชะลอการเบิกจ่ายตามเงินงบประมาณประจำปี