
นับว่าผิดคาด แต่เป็นแนวโน้มที่ดี สำหรับ ตัวเลข “การส่งออก” ของไทย งวดเดือนกันยายน 2566 ที่ปรากฏ ยังสามารถรักษาการขยายตัวได้ เป็นเดือน ที่ 2 ต่อเนื่องจาก งวดเดือน สิงหาคม ท่ามกลาง เศรษฐกิจโลกไม่สดใสมากนัก
โดย “กีรติ รัชโน” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผย การส่งออกไทย เดือน กันยายน อยู่ที่ 25,476 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 888,666 ล้านบาท ขยายตัว 2.1% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไปจีน เช่น ทุเรียน และมังคุด
รวมทั้งการส่งออกข้าว ที่ขยายตัวได้ดีในตลาดแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ยังคงเป็นสินค้าที่เติบโตตามเมกะเทรนด์ เช่น โซลาเซลล์ และโทรศัพท์มือถือ
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ทั้งนี้ หากนำการส่งออกไทย งวดเดือนล่าสุด ไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น จะพบว่า มีเพียงแค่ประเทศไทย และเวียดนาม เท่านั้น ที่มีอัตราการขยายตัวขึ้นมา โดยไทย +2.1% ขณะเวียดนาม เดือน ก.ย ก็มีตัวเลข +2.1% เช่นกัน ส่วน อินเดีย , เกาหลีใต้, จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ยังคงติดลบ แต่แนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย บ่งบอก ภาวะการค้าระหว่างประเทศไทย เริ่มปรับตัวดีขึ้น
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ค่อนข้างพอใจกับตัวเลข 25,476 ล้านเหรียญสหรัฐของไทย เนื่องจากหากเทียบกับการส่งออกช่วงก่อนโควิด (ปี 58-62) ไทยมีการส่งออกเฉลี่ยรายเดือน อยู่ที่ 19,426 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ส่วนตัวเลขเฉลี่ยของช่วงปี 61-65 ก็อยู่ที่ 21,505 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดย 10 ประเทศคู่ค้า ที่มีคำสั่งซื้อโดดเด่นในช่วงเดือน ก.ย. มีดังนี้
อย่างไรก็ตาม ภาพรวม การส่งออก 9 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ก.ย.) ยังน่าห่วง โดยมูลค่าการส่งออก อยู่ที่ 213,069 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7,268,400 ล้านบาท หดตัว 3.8% ทำให้ไทยขาดดุลการค้า อยู่ที่ -5,832.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังเชื่อว่า แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป โดยเฉพาะ ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของไทย ในไตรมาส 4 ของปี 2566 น่าจะยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยบวก ได้แก่
“ประเทศคู่ค้าทยอยฟื้นตัว ตามมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสความมั่นคงทางอาหาร และแรงส่งจากภาคบริการและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปลายปีจะช่วยหนุนการส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารที่ไทยมีศักยภาพ สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมยังสามารถเติบโตได้ตามเทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด"
โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและเดินหน้าเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งออกไทยทั้งปี 2566 ติดลบน้อยที่สุด จากภาพรวม 9 เดือนแรก ที่ยังหดตัว
อีกทั้งล่าสุด ยังวางใจไม่ได้ เพราะการส่งออกของไทย ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น ภาวะอุตสาหกรรมการผลิตของโลกยังคงเปราะบาง ซึ่งมีผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากไทย, การคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงทั่วโลก กดดันความต้องการของประเทศคู่ค้า รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังความเสี่ยงใหม่ๆ จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ซึ่งอาจขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าของโลกในระยะถัดไป
"เราเชื่อว่า 3 เดือนสุดท้าย ตัวเลขรายเดือน จะขยายตัวได้ แต่ต้องติดตาม ปัญหาสงคราม และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามอิสราเอล เพราะถ้าขยายวงกว้าง นอกจากการสู้รบของ อิสราเอล และ ฮามาส กลายเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เกิดกระทบต่อเส้นทางขนส่ง ก็จะมีผลกับการส่งออกของไทยได้ แต่ถ้าสงครามยังจำกัด ไม่ลุกลาม 3 เดือนที่เหลือ ก็น่าจะดีขึ้น จนทำให้ภาพรวมทั้งปีติดลบน้อยลง ขณะนี้ เราพยายามทำให้ติดลบน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้"