
เมื่อเร็วๆ นี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกมาเผยว่า ช่วง เดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ลากไปจนถึงเดือน ม.ค. ปี 2567 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ 14% ส่วนปริมาณน้ำทั้งประเทศ ยังคงอยู่ในระดับที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ถึง 11,481 ล้านลูกบาศก์เมตร
นับเป็นสัญญาณร้าย สำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ปีนี้เป็นปีที่มีปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศแปรปรวนไป 3-5 ปี โดยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้ ถึงปี 2571 ประเทศไทยซึ่งอยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องพบเจอกับความแห้งแล้งตั้งแต่ปีนี้เช่นกัน ซึ่งนอกจากจะกระทบกับภาคเกษตรกรรมโดยตรงแล้ว
ล่าสุด finbiz by ttb ออกรายงานว่า นอกจากผลกระทบในภาคการเกษตรแล้ว เอลนีโญ ยังมีผลลุกลามไปด้านอื่น ๆ จนไปถึงภาคธุรกิจด้วย ดังนี้
จากผลกระทบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “เอลนีโญ” ไม่ใช่แค่ปัญหาความแห้งแล้งที่จะกระทบต่อภาคการเกษตรเท่านั้น แต่กระทบไปทุกภาคส่วน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ จึงต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของโลก เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน และพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ttb มองว่า การมีแหล่งเงินทุน เป็นแรงหนุนที่สำคัญ เพื่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดย ปัจจุบันมีแหล่งเงินทุนหลากหลายรูปแบบที่จะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสินเชื่อสีเขียว สินเชื่อสีฟ้า สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางทะเลโดยปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มเห็นความสำคัญในการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ทำให้มูลค่าสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม ในช่วง 2 ปีนี้ เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันว่าหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปี 2565 ประเทศไทยมีการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม มูลค่ารวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท
จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” และผลกระทบดังกล่าว คงจะเป็นสิ่งที่เตือนให้ภาคธุรกิจได้เร่งมือดูแลสิ่งแวดล้อม และช่วยกันลดภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จะบรรเทาลงได้เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้