
ขณะล่าสุด สหรัฐฯ เตรียมส่งกองกำลังทหาร 2,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง โดยคาดกันว่า อาจเป็นการสนับสนุน ช่วยอิสราเอล โจมตีภาคพื้นดินในฉนวนกาซา เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต ท่ามกลางประชาคมโลก อยากเห็นข่าวสงครามคลี่คลายและมีทางออกโดยเร็วที่สุด เพื่อลดแรงถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
จากสถานการณ์ดังกล่าว แม้หน่วยงานทางเศรษฐกิจของไทย จะยืนยันว่า สงครามระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ณ ปัจจุบัน มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะอิสราเอล เป็นคู่ค้าลำดับที่ 42 ของไทย มีมูลค่าร่วมกัน 1,401.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 49,182 ล้านบาท (สัดส่วนแค่ 0.2%) ขณะปาเลสไตน์ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 186 ของไทย มีมูลค่าการค้าต่อกันเพียง 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 134.4 ล้านบาท (สัดส่วน 0.001%) ของการค้ารวมของไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลกัน คือ หากสงครามดังกล่าว ขยายวงกว้าง และไทม์ไลน์ยืดเยื้อยาวนาน เหมือนเช่นเหตุการณ์ ในปี 2554-2556 ที่เกิดความวุ่นวาย ทั้งในอียิปต์ ลิเบีย เยเมน และบาห์เรน นอกจาก ไทยจะได้รับผลกระทบในแง่นำเข้า จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งแล้ว ยังอาจเขย่าเศรษฐกิจ ฉุดการค้า ที่เกี่ยวข้องกับ ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งหมดให้ชะลอลงไปด้วย
สอดคล้องกับ การออกมาประเมินล่าสุดของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับผลกระทบของเศรษฐกิจไทย จากสงครามอิสราเอล ใน 3 กรณี ดังนี้
ย้อนไปหลายคนอาจรู้จัก “ภูมิภาคตะวันออกกลาง” ในแง่เป็นแหล่งพลังงาน น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับ มิติความสำคัญกับไทยอย่างมาก เพราะไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมากกว่า 52% จากทั้งหมด
แต่รู้หรือไม่? หากคำนวณการค้าไทยกับทั้งตะวันออกกลาง ภูมิภาคที่เปราะบางแห่งนี้ มีความสำคัญอย่างมาก ถึงขั้น ชี้เป็น-ชี้ตาย การส่งออกของไทยได้เลยทีเดียว
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC (คลิกอ่านฉบับเต็ม) ระบุ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นตลาดที่มีศักยภาพของการส่งออกไทย โดยพื้นที่ทางกายภาพ ตะวันออกกลาง เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ประกอบด้วย 15 ประเทศ ได้แก่ ...
โดยประเทศเศรษฐกิจหลักในกลุ่ม ได้แก่ อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีขนาดเศรษฐกิจราว 1.1% 0.8% และ 0.4% ของโลก ตามลำดับ ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน
ขณะตลาดตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย มูลค่าการส่งออกไทยไปตลาดตะวันออกกลางอยู่ที่ 10,930.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว (คิดเป็น 3.8% ของการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด)
แม้การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความสำคัญลดลง โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 1.2% ต่อปี แต่ในช่วงที่ผ่านมาตลาดตะวันออกกลางเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น 3 แง่ ได้แก่...
ทั้งหมด สะท้อนว่าแม้ในอดีต ตลาดตะวันออกกลางจะมีความสำคัญน้อย แต่เริ่มมีสัญญาณที่ดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุปทานอาหารโลกที่ลดลงจากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ตะวันออกกลาง มีความต้องการนำเข้าสินค้าจากแหล่งนำเข้าอื่นเพิ่มมากขึ้นรวมถึงจากไทย
อีกทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลก หลังวิกฤติโควิดอยู่ในระดับที่สูง ส่งผลให้เศรษฐกิจตะวันออกกลางฟื้นตัวจากวิกฤติโควิดได้ดี การส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางในปี 2565 ที่สำคัญ ยังได้แก่
โดยมี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดสำคัญในกลุ่ม แม้มูลค่าการส่งออกไปซาอุดีอาระเบียเคยลดลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดที่มีความสำคัญรองลงมาและขยายตัวได้ดีในช่วงหลัง ได้แก่ อิรัก อิสราเอล และตุรกี
ขณะกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า ตลาดตะวันออกกลาง เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากการผลิตสินค้า ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ อันด้วยมาจากสภาพภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้ง ขาดแคลนแหล่งน้ำใต้ดิน
ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องมีการนำเข้าสูงถึงมากกว่า 70% จึงเรียกได้ว่า ตลาดตะวันออกกลาง เป็นโอกาสทอง ของการส่งออกของไทย
สำหรับปีนี้ เศรษฐกิจตะวันออกกลาง ถูกคาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 1.7% ในขณะที่เศรษฐกิจตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายตัว 2.2% ส่งผลให้จะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยและประเทศอื่นเพิ่มขึ้น อีกทั้งการส่งออกสินค้าไทยไปตะวันออกกลาง เดิมทีมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากปัญหา Decoupling น้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดย SCB EIC ประเมินว่า การส่งออกจากไทยไปตะวันออกกลางอาจขยายตัวได้มากถึง 7-10% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หลังล่าสุด เกิดสงครามอิสราเอล-ฮามาส ปะทุรุนแรงขึ้น และยังไม่มีวี่แววว่าจะสงบโดยง่าย ไทยคงต้องติดตามสถานการณ์ และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด ด้วยมูลค่าการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางไม่ได้น้อยเลยทีเดียว และยังไม่นับรวม กับผลกระทบที่อาจมีความเป็นไปได้ ตามมา เช่น ผลกระทบเกี่ยวกับเส้นทางการบิน ,การขนส่งและโลจิสติกส์ และการนำเข้าพลังงาน เป็นต้น หากภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับมามีปัญหาความขัดแย้งอีกครั้ง ...