
การท่องเที่ยว ธุรกิจการบิน และท่าอากาศยานของไทย กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 เป็นเวลาเกือบ 3 ปี ส่งผลให้ ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ขยายพื้นที่การลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
โดย 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการเปิด อาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 สุวรรณภูมิ หรือ อาคาร SAT-1 ในรูปแบบ Soft Opening ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง สนามบินสุวรรณภูมิ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ภายใต้แผนการพัฒนา สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2
ขณะเดียวกัน ทอท. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา “สนามบินสุวรณภูมิ” เฟส 3 อีกมูลค่า 65,000 ล้านบาท เช่น ส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) เรื่อยไปจนถึง เฟส 4, เฟส 5 และยังมี โครงการ “EXTRA เฟส” ร่วมด้วย
ทั้งหมดก็เพื่อการพัฒนา สนามบิน ให้มีศักยภาพเพียงพอ รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ดูเหมือนอานิสงส์ที่จะตามมา ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ก็กำลังทำให้พื้นที่โซนตะวันออกของ กทม. บางนา, ศรีนครินทร์, อ่อนนุช, สุวรรณภูมิ และลาดกระบัง กลายเป็นดาวเด่น ท่ีน่าจับตามอง ในแง่ “ทำเลที่อยู่อาศัย” อีกด้วย
เจาะในมุมมองของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ “ชูรัชฏ์ ชาครกุล” ผู้บริหารโครงการที่พักอาศัย ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่า การที่รัฐเดินหน้า ขยายสนามบิน ไม่ได้แค่ทำให้ การท่องเที่ยวไทย คึกคักขึ้น ช่วยสร้างงาน สร้างเงิน ให้กับระบบเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยบวกดังกล่าว จะช่วยดึงดูดคนให้เข้ามาอยู่อาศัยในย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในทำเลดังกล่าว จนอาจขึ้นเป็น Hub ที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตได้อย่างแน่นอน
CEO คนเดิม ชี้ว่า โครงการของภาครัฐ ที่เน้นด้านการพัฒนาสนามบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจจากทั่วโลก ล้วนสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจการท่องเที่ยว ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ ที่จะสามารถช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นให้เพิ่มเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ อีกทั้งยังสามารถกระจายไปสู่ภาคประชาชนได้อย่างรวดเร็ว สามารถรองรับการค้า การลงทุน ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคตได้อีกด้วย
นอกจากการพัฒนาสนามบินให้มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นแล้ว ปัจจุบันพื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ยังมีโครงข่ายคมนาคมที่ครอบคลุมทั้งถนนมอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก โดยจะเชื่อมไปยังพื้นที่จังหวัดที่เป็นแนวปริมณฑลต่างๆ รวมถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ (สถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ) ที่เป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนแบบพิเศษ
ซึ่งในอนาคตจะเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่สามารถเชื่อมต่อได้ถึง 3 สนามบิน (ดอนมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นอกจากนี้ ยังมีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่เป็นระบบขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลบวกต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ตามการเติบโตของระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาในทุกรูปแบบมากยิ่งขึ้น
ทำเลดังกล่าวยังรายล้อมไปด้วยสถานศึกษาชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ (เอแบค บางนา), มหาวิทยาลัยรามคําแหง วิทยาเขตบางนา (รามคำแหง 2), มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ วิทยาเขตบางพลี ฯลฯ
นอกจากนี้ยังใกล้กับแหล่งสถานพยาบาล เพื่อจะช่วยอำนวยความสะดวกในยามเจ็บป่วย อาทิ โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร สำนักการแพทย์, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต, โรงพยาบาลบางนา 1, โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ฯลฯ
โดยทั้งหมดนี้ยังจะเอื้อต่อการซื้อเพื่อการลงทุน หรือปล่อยเช่าได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกำลังซื้อส่วนใหญ่ในย่านนี้จะเป็นกลุ่มคนที่อาศัย และทำงานอยู่ในโซนบางนา, ศรีนครินทร์, อ่อนนุช, สุวรรณภูมิ และลาดกระบัง
ดังนั้น การที่ภาครัฐเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวในไทย จึงส่งผลให้เกิดการสร้างงาน การขยายเศรษฐกิจ และการสร้างกระแสเม็ดเงินให้กลับคืนสู่ระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพกำลังซื้อให้เกิดขึ้นในประเทศ
ส่วนความเคลื่อนไหว ในแง่ “ราคาที่ดิน” อ้างอิง จากรายงานของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ฉบับล่าสุด พบที่ดินในโซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง มีการขยับขึ้นของราคาสูงสุด เป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบ กับทำเลอื่นๆ โดยเพิ่มขึ้นมากถึง 54.9% ทั้งยังเป็น โซนที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาแพง