
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเดือน ส.ค.66 ทุกอำเภอทั่วประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สิน พบว่า ดีขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุดเดือน ก.ย.64 ในช่วงโควิด-19 สะท้อนจากสัดส่วนผู้มีหนี้สินลดลง ก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรและการลงทุนเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มปลดหนี้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้มีหนี้ส่วนใหญ่ยังคงได้รับผลกระทบมากจากภาระหนี้สิน และพยายามลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หารายได้เพิ่ม และ ลดค่าใช้จ่ายประจำ รวมทั้งต้องการให้รัฐลดอัตราดอกเบี้ย พัก/ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ และสร้าง/ส่งเสริมอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้
“สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยรุนแรงมากขึ้นในช่วงปี 63-64 ที่โควิด-19 ระบาด ผลักดันให้หนี้ครัวเรือนของไทยในปี 64 สูงขึ้นจนมีสัดส่วน 94.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจไทย ช่วยให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนดีขึ้น จนสัดส่วนลดลงเหลือ 90.6% ต่อจีดีพี และเชื่อมั่นว่าในปี 66 ยังมีโอกาสลดลงต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจปีนี้ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา”
สำหรับรายละเอียดของผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีหนี้สินนั้นมากถึง 58.18% บอกว่าหนี้ลดลงจากการสำรวจเดือน ก.ย.64 ที่มีหนี้ 62.52% ส่วนเมื่อพิจารณาเป็นรายอาชีพพบว่า ผู้มีหนี้สินส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มเดิมคือ พนักงานของรัฐ 76.67% เกษตรกร 70.30% และผู้ประกอบการ 65.66% โดยผู้มีหนี้สินมีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ
แต่หนี้นอกระบบเริ่มลดลงจากครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาระหนี้สูงคือ กลุ่มรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ไม่ได้ทำงาน/รับบำนาญ เกษตรกร อาชีพอิสระที่มีรายได้ 5,000-20,000 บาท/เดือน.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่