
คำว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” เริ่มดังขึ้นมากเรื่อยๆ กับความกังวลเกี่ยวกับนโยบาย แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท หรือ ดิจิทัลวอลเล็ต ของรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” หลังจาก ขณะนี้ หากประเมินจากข้อเท็จจริง จะพบว่า เศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ทิศทางไม่แน่นอน
ฉะนั้น การกันสำรองในอนาคต ควรเกิดขึ้น มากกว่า การก่อหนี้ใหม่ ด้วยเม็ดเงินกว่า 5.6 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อเสนอตรงๆ ออกมาจากภาคเอกชน ว่า ไม่เห็นด้วยในการแจกเงินคนไทย 56 ล้านคน โดยขอให้คัดกรองผู้มีสิทธิ์ ได้รับเงิน 10,000 บาท เพื่อให้เงินที่ทุ่มลงไป เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคร่าวๆ อาจมีแค่ราว 40 ล้านคน ที่ควรได้รับ
“กรณ์ จาติกวณิช” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นอีก 1 คน ที่ออกมาท้วงติง นโยบายแจกเงินของรัฐบาล ล่าสุดว่า ดูแววแล้ว ประเทศไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลควรคิดให้ดีอีกที
เพราะ ขณะที่ เงินบาทอ่อนค่า ทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว และยังมีแนวโน้มสูง ที่จะ “อ่อนค่า” ไปมากกว่านี้
ซึ่งในสภาวะที่ความมั่นใจนักลงทุนและนักธุรกิจสั่นคลอน แต่กระทรวงการคลัง ออกมายืนยันว่า นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท จะถูกเดินหน้า และเชื่อว่า จะไม่ทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” แน่นอน
ส่วนตัว ประเมินว่า แม้ เงินเฟ้อ ไม่น่ากังวล แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากกว่า และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิด ก็คือ “ภาวะหนี้” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยของรัฐ ในช่วงที่ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นมาก แถมยังผลต่อวินัยทางการคลังจากการนำเงินกู้มาแจก และผลต่อการ ‘แย่งสภาพคล่อง’ จากระบบเศรษฐกิจด้วย
ขณะ อดีตขุนคลังอีกคน “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” เตือนเสียงดังถึงรัฐบาล ว่า ขณะนี้ พายุวิกฤติเศรษฐกิจโลก กำลังจะมา! การกู้เงิน 5.6 แสนล้าน มาแจกคนละ 1 หมื่นบาท เป็นความเสี่ยงขั้นสุด เทียบเคียงกับ สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญ
ตั้งคำถาม รายได้ไทย ที่มีแนวโน้มจะน้อยกว่ารายจ่ายไปอีกหลายปี พร้อมๆ กับสภาวะตลาดเงินกำลังจะตึงตัว ดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังสูงขึ้น กำลังซื้อทั่วโลกกำลังจะลดลง นายกฯ จะบริหาร Corporate Thailand อย่างไร? พร้อมไม่เห็นด้วย ที่จะกู้หนี้สาธารณะมาเพื่อกระตุ้นอุปโภคบริโภค
จี้นายกฯ เศรษฐา คิดเทียบเคียง หากประเทศ เป็นบริษัท อาจจะเห็นภาพชัดขึ้น ว่ากรณีบริษัทๆ นั้น มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แต่ใจดี ไปกู้เงินรูดการ์ด เพื่อเอามาแจกพนักงาน คาดว่า ไม่นานก็จะเจ๊ง
“ถามว่า ถ้าแจกเงิน 560,000 ล้านบาท เป็นเงินดิจิทัล จะช่วยให้มีเงินมาชำระหนี้มากขึ้นหรือไม่? ขอตอบว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องแจกเงินดิจิทัล การเอาสองเรื่องมาปะปนกัน ทำให้ประชาชนฟังแล้วเคลิ้ม แต่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ "
ท่ามกลาง KKP Research ยังทำรายงาน ออกประเมินว่ามาตรการกระกระตุ้น GDP ผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต อาจทำให้ GDP เพิ่มขึ้นเพียง 1% บนต้นทุน ด้านงบประมาณที่ต้องใช้เงินสูง ถึง 3.6% ของ GDP หรือ คิดเป็น 18% ของวงเงินงบประมาณเดิม อาจทำให้ การขาดดุลการคลังต่อปีเพิ่มขึ้น ด้วยดอกเบี้ย และอาจทำให้หนี้สาธารณะไทยเร่งตัว มาแตะกรอบบนที่ 70% ได้ไม่เกิน 10 ปีนับหลังจากนี้
ล่าสุด ยังมีแถลงการณ์ ไม่ทราบที่มาชัดเจน แต่จั่วหัวว่า เป็นแถลงการณ์ร่วม ของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ โดยมีรายชื่อแนบติดมาด้วย (แต่ไม่ปรากฏนาม) โดยรายละเอียดของเนื้อหานั้น มีใจความ ขอให้รัฐบาลทบทวน “นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาท” ด้วยความรอบคอบอีก สักครั้ง เพราะ เป็นนโยบายที่อาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” จาก เหตุผล 6 ข้อ ดังนี้
“ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น จึงขอให้รัฐบาลทบทวน 'นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาทแก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะผลประโยชน์ที่ได้จะน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไป นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้มีการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงวินัยและเสถียรภาพการคลังในระยะยาว”
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า วันนี้ นายกรัฐมนตรี มีการเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet นัดแรก เพื่อถกรายละเอียด และเดินหน้านโยบายตามเป้าหมาย ว่าจะแจกเงินดิจิทัลคนไทย ให้ทัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567