
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถางาน “Thailand Economic Outlook 2024 Change the Future Today” ในหัวข้อ “ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจไทย” ว่า หากเปรียบประเทศไทยเป็นคนไข้ ขณะนี้เป็นคนไข้ที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว หมอให้ออกมาพักฟื้นนอกโรงพยาบาลได้ ดูได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง การบริโภคของไทยไตรมาสที่ 2 ขยายตัวสูงถึง 7.8% เป็นตัวเลขสูงสุดรอบ 20 ปี ส่วนการท่องเที่ยวไทย แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาช้ากว่าที่คาดไว้ แต่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
“ปีนี้ ธปท.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงเหลือ 2.8% จากเดิมคาด 3.6% แต่ปีหน้าได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.8% สะท้อนกับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกไทยปีหน้าได้รับอานิสงส์จากส่วนนี้ ขณะที่ต้องติดตามดูแลให้เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นไม่กี่วันนี้ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว”
ดังนั้น หากมองเสถียรภาพด้านต่างประเทศพบว่าตัวเลขส่วนใหญ่ดูดีไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ ส.ค. อยู่ที่ 0.9% ต่ำสุดในอาเซียน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง แตะ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมาจากปัจจัย 3 เรื่องหลักคือการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินดอลลาร์สหรัฐฯกระทบค่าเงินทั้งภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยเฉพาะของไทยคือการที่นักลงทุนมองว่าความสัมพันธ์ของไทยเกี่ยวเนื่องกับจีนใกล้ชิด เมื่อเศรษฐกิจจีนมีปัญหาเงินบาทก็อ่อนค่าไปด้วย
“การที่เงินบาทยังผันผวนสูงกว่าคนอื่น เนื่องจากการเก็งกำไรทองคำของคนไทยที่สูงกว่าชาติอื่นทำให้ความผันผวนของค่าบาทขณะนี้สูงถึง 9% วันนี้ประเทศไทยเหมือนเป็นคนไข้ที่ฟื้นตัวแล้ว ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ไปพักฟื้นอยู่ที่บ้าน ระหว่างพักฟื้นต้องไม่ใช้ร่างกายหักโหม เช่น ไปวิ่งมาราธอน แต่โอกาสที่จะทรุดลงไปอีก หัวใจวาย เส้นเลือดตีบ ล้มฟุบกลับไปไอซียูฉับพลันถือว่ามีน้อย ปัญหาคือยังมีโรคเรื้อรังที่ต้องเร่งรักษา เหมือนเปรียบเป็นเบาหวาน ก็ต้องค่อยๆ ปรับพฤติกรรมไป ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับสุขภาพระยะยาว การรักษาต้องทำให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตอนนี้ไม่ต้องเหยียบคันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องมองระยะยาวในเชิงโครงสร้าง ปรับการรักษาให้ตรงกับบริบทของคนไข้”.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่