
การขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียม ระดับซูเปอร์ไพร์มและไพร์ม ที่มีราคาขายต่อตารางเมตรมากกว่า 3 แสนบาท ยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำกับกรณีข่าวล่าสุด ห้องเพนต์เฮาส์ของคอนโดฯ หรู สโคป หลังสวน ถูกขายออกด้วยราคาต่อยูนิต มากกว่า 435 ล้านบาท
เมื่อลองพิจารณาความน่าสนใจของตลาดอสังหาฯ ดังกล่าว จะพบว่า แม้ “ที่ดิน” ในการพัฒนาจะน้อยลง แต่ความต้องการในตลาดกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างน่าสนใจ ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ ก็เพราะเป็นอสังหาฯ ที่ล้วนแต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา
ทำให้กลุ่มผู้ซื้อจึงยังคงนิยมในการซื้อคอนโดมิเนียมเหล่านี้ไว้ เพื่อขายต่อในอนาคต เพราะเชื่อว่ายังสามารถทำราคาได้ดี แม้จะเป็นคอนโดมิเนียมมือสอง เนื่องจากศักยภาพของที่ดินในทำเล Prime area ที่เป็นทำเลทองของ กทม. ยังคงได้รับความนิยมตลอดเวลา
บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า ณ กลางปี 2566 มีโครงการคอนโดมิเนียมระดับไพร์มอยู่ทั้งสิ้น 5,271 ยูนิต และยังไม่มีโครงการเปิดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
โดยส่วนใหญ่มีสถานที่ตั้งอยู่บริเวณสุขุมวิท 39% รองลงมาได้แก่ บริเวณสาทร/สีลม และลุมพินี 30% และ 24% ตามลำดับ ขณะที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคอนโดมิเนียมระดับไพร์มราว 7%
ขณะที่ยอดขายนั้น พบคอนโดฯ กลุ่มนี้ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ครึ่งปีแรก 2566 ขายไปได้ทั้งสิ้น 4,309 ยูนิต จากทั้งสิ้น 5,194 ยูนิต อัตราการขายอยู่ที่ 83%
โดยกลุ่มผู้ซื้อยังคงเป็นชาวไทยที่มีฐานะมั่งคั่ง และเป็นกลุ่มอยู่อาศัยจริงเป็นหลัก นอกจากนี้จะเริ่มเห็นกลุ่มชาวจีนกลับมาซื้อบ้างแล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากยอดการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี และปัจจัยเพิ่มเติมที่ใช้ในการตัดสินใจ คือเลือกโครงการที่อยู่ในทำเลใกล้โรงเรียนนานาชาติ
และถ้าเจาะถึงระดับราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ไพร์ม จะพบว่า ระดับราคาขายอยู่ที่ 378,600 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ที่ 0.87%
ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมระดับไพร์ม มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 273,000 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 0.96% ทั้งนี้ พบว่าอัตราการดูดซับของตลาดที่มีค่อนข้างสูง ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมระดับดังกล่าว มีจำนวนหน่วยเหลือขายเพียง 20% เท่านั้น ทำให้ตลาดมีตัวเลือกที่ค่อนข้างเหลือน้อยและจำกัด
โดย ไนท์แฟรงค์ ประเมินว่า ความต้องการของคอนโดมิเนียมกลุ่มนี้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลุ่มอสังหาฯ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะปล่อยเช่าหรือขายต่อ หากแต่ยูนิตเหลือขายกลับเริ่มน้อยลง รวมถึงการเกิดขึ้นใหม่ของโครงการในอนาคตก็หาได้ยาก เพราะแทบไม่มีที่ดินแล้ว ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มของราคาขายมีการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
ในขณะที่การพัฒนาของผู้ประกอบการอาจจะยังคงต้องอาศัยจังหวะ และพัฒนาโครงการเพื่อให้มีความตอบโจทย์การอยู่อาศัย รวมถึงการเลือกหาทำเลที่ดีในการพัฒนา โดยทำเลที่ดีจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้โครงการยังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะความเป็นเอกลักษณ์ของทำเล อาจจะส่งผลให้ราคาขายจะมีมูลค่าที่สูงตามเช่นกัน
นอกจากนี้การกลับมาของกลุ่มชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน จะกลับมาเป็นกลุ่มกำลังซื้อหลักอีกครั้ง ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในระดับนี้คึกคัก และคาดว่าอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่จะให้ผู้ประกอบการหลายเจ้าที่เคยพับแผนที่จะพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพ ออกมาเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ เพื่อตอบรับกลุ่มเรียลดีมานด์และกลุ่มนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ