
ปรากฏการณ์ 22 วันแรกของเดือนกันยายน ซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ขายสุทธิกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแตะระดับ 36.32 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในรอบ 10 เดือนนั้น
สะท้อนถึงภาพความกังวลในใจที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางการคลังของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ กำลังรอคอยความชัดเจนจากนโยบายสำคัญ แจกเงินดิจิทัล หรือดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ที่จะมีการบังคับใช้ 1 ก.พ. 2567
โดยล่าสุด จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันนี้ (26 ก.ย.) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งตามรายงานข่าว จะประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกด้าน ตั้งแต่กระบวนการทำงาน การใช้จ่ายเงินดิจิทัล กระบวนการตรวจสอบ การป้องกันทุจริตและตรวจสอบ ประเมินผลการทำงาน เพื่อหวังขับเคลื่อนโครงการได้ให้ทันในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567
จากประเด็นดังกล่าว ในมุมของวิจัยกรุงศรี ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อสถานะการคลัง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยระบุว่า หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 ผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคด้วยนโยบายการแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทต่อคน ด้วยวงเงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาทนั้น
อาจสร้างความกังวล สร้างภาระทางการคลังที่มีแนวโน้มขาดดุลสูงขึ้น กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังที่เคยเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้า
ด้านบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง ฟิทช์ เรตติ้ง และมูดีส์ เตือนว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ อาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้ฐานะการคลังอ่อนแอลง จึงบั่นทอนความเชื่อมั่นและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินทุนไหลออกในระยะนี้
เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัยของธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC Global Research) ที่เคยออกมาวิเคราะห์ว่า จากคำมั่นสัญญา การแจกเงินดิจิทัลมูลค่า 10,000 บาท, เพิ่มรายได้ของเกษตรกร 3 เท่า และประกันรายได้ครัวเรือน 20,000 บาท/เดือน คาดว่า การขาดดุลทางการคลังในปีงบประมาณ 67 จะอยู่ที่ 4.4% ซึ่งงอกเพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายในการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่เพิ่มเข้ามา
ย้อนไปก่อนหน้า หน่วยงานเศรษฐกิจของไทยได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ประกอบด้วย
ทั้งนี้ วงเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากประมาณการรายได้ที่เพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาท จะนำไปใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ขณะประมาณการขาดดุลเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท จากที่รัฐบาลเดิมทำไว้ ถูกระบุว่า เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเพื่อดำรงสัดส่วนทางการคลังให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยรัฐบาลยืนยันว่า การขาดดุลงบประมาณจะไม่กระทบกับกรอบการเงินระยะปานกลางของประเทศ
ที่มา : วิจัยกรุงศรีฯ