
จากกรณี “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี แจงความคืบหน้า นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย ว่า ขณะนี้กำลังเดินหน้าเต็มที่ เพื่อดูรายละเอียดของเงินวอลเล็ต อีกครั้ง โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยเพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก่อนจัดทำไทม์ไลน์การทำงานอย่างละเอียดในวันนี้ (28-29 สิงหาคม) โดยคาดว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 จะสามารถเริ่มดำเนินการ การแจกเงินดิจิทัลได้
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าว ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่มาก ทั้งรูปแบบดำเนินการ เงื่อนไขข้อจำกัด เหตุและผลการแจกเงิน เรื่อยไปถึง ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับ ฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว
เนื่องจาก แม้นโยบายเงินดิจิทัล ที่จะแจกเงินให้กับคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ถูกประเมินในทางเศรษฐกิจ ว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า หรือ GDP ปี 2567 อาจขยายตัวได้ถึง 5-7%
แต่ในวิธีการปฏิบัติ ที่พรรคเพื่อไทย ชูแกนหลักไว้ว่า ต้องการ “หยิบเงินในโลกยุคใหม่ใส่มือประชาชน” “ใช้จ่ายใกล้บ้านด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet)” แท้จริง คือ อะไรกันแน่ ?
ภายใต้เสียงยืนยันจากมือปั้น เงินดิจิทัล 10,000 บาท “เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ยืนยันว่า เงินดิจิทัลของเพื่อไทย ที่จะดำเนินการ ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ แต่เป็นเหรียญ (คูปอง) หรือสิทธิ์การใช้เงิน ที่ใช้ Blockchain เขียนเงื่อนไขลงไปในนั้น พร้อมย้ำว่า เงินดิจิทัลดังกล่าวไม่มีราคาตก-ราคาขึ้น เพราะทุกเหรียญมีค่าเท่าเงินบาท และถูกรับประกันโดยรัฐบาล
ล่าสุด ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกมาให้มุมมองความเห็นถึง ความเสี่ยงเกี่ยวกับ นโยบายเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบที่อาจไม่ได้นึกถึงต่อ การโยนเงินรูปแบบใหม่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ที่มีเงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนเงินบาทอื่นๆ แต่คาดหวังให้ราคาเท่ากับหนึ่งบาทตลอดเวลา โดยอธิบายให้เห็นภาพ จั่วหัวข้อ “ราคาของเงิน”
ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า เงินก็มีราคา และไม่ได้มีแค่ราคาเดียว แต่มีถึง 4 ด้าน ได้แก่
ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ราคาทั้งสี่ของเงิน (โดยเฉพาะราคาที่สี่ของเงิน) เป็นสาเหตุสำคัญที่แต่ละประเทศ มีธนาคารกลางเป็น “monopoly” ในการออกเงิน หรือเป็น regulator ของคนที่ออกเงินได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ไม่งั้นคนคงมานั่งถามว่า เงินที่ได้รับมาเป็นเงินของใคร และมีราคาต่างกันหรือไม่
ซึ่งหนึ่งในปัจจัยประเด็นสำคัญที่กำหนด ราคาของเงิน คือความน่าเชื่อถือของคนที่ออกเงินและสินทรัพย์ที่หนุนหลัง “เงิน” นั้น นึกภาพว่า ขนาดธนบัตรขาดคนยังกล้ารับที่เต็มมูลค่า เพราะเชื่อมั่นว่าแบงก์ชาติจะรับแลกคืนที่ราคาเต็ม
ฉะนั้น ประเด็นที่นโยบาย digital wallet ต้องคิดหนักๆ เลย เพราะเท่ากับ จะเอา “เงิน” อีกประเภทหนึ่งโยนเข้ามาในระบบ ที่มีเงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนเงินบาทอื่นๆ แต่คาดหวังให้ราคาเท่ากับหนึ่งบาทตลอดเวลา โดยไม่มีกลไกในการแลกเปลี่ยน หรือมีภาระของรัฐค้ำประกัน 100% ตลอดเวลาได้อย่างไร (หรือจะใช้กฎหมายบังคับให้มันเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้แน่ๆ)
เพราะเงื่อนไขการใช้เงินที่ต่างกัน คนจะตีมูลค่าของเงินไม่เท่ากัน และเมื่อนำมาใช้ ก็จะเกิด “ราคา” ของเงินที่รัฐอาจจะบังคับไม่ได้ และอาจจะ “break the buck” ได้ และเมื่อเกิดขึ้น คนก็จะแห่ทิ้งเงินใหม่กันอย่างรวดเร็ว สร้างปัญหากับความน่าเชื่อถือของรัฐได้
เช่น คนอาจจะยอมรับ “เงิน” แต่รับในอัตราที่ไม่เท่ากับ 1 บาท เช่น ขายของ 100 บาท ในราคา 200 เหรียญที่ออกใหม่ หรือมีคนทำธุรกิจตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญที่ออกใหม่ ในราคาต่ำกว่า 1 บาท หรือคนรับปฏิเสธการรับเอาดื้อๆ
"ลองนึกภาพถึง stable coin หลากหลายที่ดูเหมือนว่ารักษามูลค่าได้ แต่พอคนเริ่มถามว่า stable coin นั้นมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบไหม หรือกลไกที่ทำให้ราคา stable coin คงที่ ทำงานได้จริงไหม การอธิบายว่า เราสามารถออกสิ่งที่เหมือน “เงิน” โดยไม่ต้องสร้างหนี้ ไม่ต้องขาดดุล ไม่เป็นภาระของรัฐ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่ากลัว ทั้งจากมุมมองวินัยทางการคลัง และความน่าเชื่อถือของนโยบายทางการเงิน"
ท้ายที่สุด นักเศรษศาสตร์ คนนี้ ชี้ว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท อาจจะน่ากลัวกว่าการยอมรับว่า นี่คือการแจกเงิน โดยการขาดดุลและสร้างหนี้เสียอีก และระวังว่าปัญหาจะลามไปจนกระทบราคาทั้งสี่ของเงินบาท เพราะเราไม่อยู่ในสถานะที่สร้าง “เงิน” จากอากาศได้
ทั้งนี้ ย้อนไป พรรคเพื่อไทย เคยอธิบายในเงื่อนไขและรายละเอียดของนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ว่า เหรียญดังกล่าว ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีการเก็งกำไร ไม่มีการถูกทุบ ไม่มีการขาดทุน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นได้ อีกทั้ง กระเป๋าเงินดิจิทัล ใช้ระบบ Blockchain มีความปลอดภัยสูงสุด สูงกว่าระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รู้เส้นทางการเงินทุกธุรกรรม รู้ผู้รับ รู้ผู้จ่าย เป็นระบบที่มีความโปร่งใสสูงสุด ตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม