
เกิดอะไรขึ้น? กับตัวเลข GDP ไทย ไตรมาส 2 เป็นคำถามที่ นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ เรื่อยไปจนถึง กูรูด้านเศรษฐกิจมหภาค กำลังหาคำตอบกันอยู่
หลังจาก ที่ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ออก รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) พบ ไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทย ขยายตัวแค่ 1.8% และ ขยับจากไตรมาสก่อนหน้าแค่ 0.2% ผิดกับภาพที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ว่าเทียบรายปี อาจโตได้ถึง 3% เพราะภาคการท่องเที่ยว ทำงานอย่างหนัก
โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาอย่างคับคั่ง ช่วยสนับสนุนการใช้จ่าย การบริโภคภายในประเทศได้อย่างดี โดยเฉพาะ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนพบ จุดบอดของเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว มาจากยอดการลงทุนเอกชนที่หดตัวน่าห่วง ขณะการส่งออกติดลบยาว 3 ไตรมาส
ที่สำคัญ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ที่เกี่ยวกับ การใช้จ่าย-ลงทุนของรัฐ ติดลบถึง 3.3% ส่งผลครึ่งปีแรก ปี 2566 เศรษฐกิจไทย ขยายตัวแค่ 2.2% ซึ่งมีเพียง ภาคการท่องเที่ยวเป็นไม้ค้ำยัน แต่ตัวเลขการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดน้อยลง จาก 50,000 บาทต่อคน เหลือแค่ 30,000 บาท ก็ทำให้ท่องเที่ยวไทย อยู่ในภาวะเปราะบางเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจที่เพิ่งออกมา ยิ่งตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่ถูกตั้งความหวังไว้ว่า ปีนี้ อาจจะเติบโตได้ 3.7% เป็นแค่ภาพเลือนราง เพราะสภาพัฒน์เอง ยังใช้โอกาสนี้ หั่น แนวโน้ม จีดีพีไทยทั้งปี ลงเหลือ ขยายตัว 2.5-3.0% เท่านั้น จากตัวเลขประเมินก่อนหน้าที่ 2.7-3.7% โดยให้มุมมองความเสี่ยงที่ต้องจับตามองใน 4 เรื่องใหญ่ 6 เรื่องย่อย ดังนี้
ส่วน 6 ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่
จากแนวโน้มผกผันข้างต้น “บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาประเมิน พร้อมๆ กับ ลดคาดการณ์จีดีพีไทยลง เหลือการเติบโตระดับ 3-3.5% (เดิมคาดการณ์ไว้ 3.7% เหมือนสภาพัฒน์) ว่า ปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือ จะมาจาก ตัวเลขภาคการส่งออก ที่มีแนวโน้ม หดตัวลึกขึ้น กว่าประมาณการเดิมที่ -1.2%
เพราะมาจาก ผลกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแรงกว่าที่เคยประเมิน นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งอันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร
ขณะที่โมเมนตัมการใช้จ่ายภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะอ่อนแรงลงตามรายได้การเกษตรที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง ค่าครองชีพยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าเงินเฟ้อปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะปรากฏ ข้อมูล ความรู้แง่เศรษฐศาสตร์ ที่น่าสนใจชวนคิดต่อ จาก ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาไขข้องใจ หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำคาด หักปากกาเซียน ทั้งๆ ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้ค่อนข้างเยอะ
โดย ดร.พิพัฒน์ อธิบายว่า หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 พร้อมฟังคำอธิบาย จะเข้าใจได้ว่า ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทย โตดี จนกลายเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจ แต่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว (เพราะไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว) และการส่งออกสินค้าหดตัว ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด ขณะในฝั่งการผลิต ภาคบริการโตดี ภาคอุตสาหกรรมติดลบ ภาคเกษตรนิ่งๆ ก็มีเหตุผล
แต่ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา จำสมการ Y=C+I+G+X-M ได้ขึ้นใจ และติดตามตัวเลขเศรษฐกิจแบบใกล้ชิดอาจนำมาซึ่งความสับสน เพราะ เมื่อดูตัวเลขในรายละเอียด ได้แก่
ฉะนั้น ถ้าเอาทุกตัวบวกกัน C+I+G+(X-M) เศรษฐกิจต้องโตเกิน 6% แต่ความจริงออกมา GDP ไตรมาส 2 กลับขยายตัวแค่ 1.8%
จากสูตรและผลลัพธ์ที่ออกมาสวนทางกันนี้ ดร.พิพัฒน์ ได้ขยายความให้เห็นภาพว่า ... GDP ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งวัด “มูลค่าตลาด” ของสินค้าและบริการ ที่ถูก “ผลิตขึ้น” ในระยะเวลาหนึ่ง ในประเทศใดประเทศหนึ่ง
สังเกตว่าโดยความหมาย GDP วัดกันที่การผลิต อาจจะไม่ได้เท่ากับมูลค่าของสินค้าและบริการที่ถูกบริโภคในระยะเวลานั้น
เพราะฉะนั้นการวัดมูลค่าของการใช้จ่าย C+I+G+X-M อาจจะไม่เท่ากับ GDP ก็ได้ และส่วนต่างอาจจะอธิบายได้โดยตัวเลขอีกสองตัว คือ การเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลัง (changes in inventory) และส่วนต่างทางสถิติ (statistical discrepancy)
เช่น ของที่ผลิตในไตรมาสนี้ อาจจะถูกบริโภคในไตรมาสถัดไป การผลิตในไตรมาสนี้ อาจจะสูงกว่าการบริโภคก็ได้ ส่วนต่างก็คือการสะสมสินค้าคงคลัง ซึ่งในไตรมาสถัดไปอาจจะเห็นการบริโภคสูงกว่าการผลิตก็ได้สลับกันไป
ขณะที่อาจจะพอวิเคราะห์แนวโน้มได้ เช่น ถ้าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้น เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลังเป็นลบเยอะๆ เพราะคนกลับมาบริโภคก่อนที่การผลิตจะเพิ่มขึ้น
และเนื่องจากเป็นการประมาณสองวิธีมาเจอกัน ถ้าหาอะไรไม่เจอ ก็ใส่ไว้ในส่วนต่างทางสถิติไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งการส่วนต่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร และส่วนใหญ่ส่วนต่างจะไม่ใหญ่มากนัก และสลับกันบวกลบ
นักเศรษฐศาสตร์คนเดิม ยังชี้ว่า ไตรมาส 2 เป็นอีกไตรมาสที่เห็นอะไรแปลกๆ เพราะส่วนต่างสองตัวนี้ใหญ่มากๆ และยิ่งดูตัวเลขเศรษฐกิจยิ่งสับสน เพราะ พบส่วนต่างที่มาจากสองตัวข้างต้น สูงถึงประมาณ 5 percentage points แบ่งเป็น error ประมาณ 3.2% และมาจากสินค้าคงคลังอีก 1.7%
แต่ที่น่ากลัวและไม่เข้าใจ คือสองส่วนนี้มันโตขึ้นเรื่อยๆ แปลว่า เราประมาณกันว่า GDP โตได้ 1.8% ในไตรมาสนี้ แต่มีส่วนที่เราอธิบายไม่ค่อยได้สูงกว่าประมาณการของ GDP อีก
ซึ่งท้ายที่สุด จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนได้ว่า เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์กันไว้ สอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับลดลงมาเร็วมาก ที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีกำลังซื้อดีขนาดนั้น ท่ามกลางความเสี่ยงที่มีอยู่เต็มไปหมด ทั้งหนี้สูง กำลังซื้อรากหญ้าหด เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ดอกเบี้ยขึ้น และค่าเงินผันผวน
ด้วยเหตุผลนี้เอง ดร.พิพัฒน์ ได้เสนอว่า อาจเป็นเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหยุดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ก่อนและรอดูสถานการณ์ โดยให้ติดตามสถานการณ์โลกควบคู่กันไปด้วย เพราะ ขณะนี้โลกมีความแตกต่าง พบ อีกฟากหนึ่ง มีเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจร้อนแรง แต่อีกฝั่ง เกิดภาวะเงินฝืด และเศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้ค่าเงินในตลาดโลกผันผวนวุ่นวายไปด้วย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์ เห็นตรงกัน ก็คือ หากการจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็วขึ้น ในภาพรวมก็น่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเข้ามาน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก็ตาม