
กฟผ. เดินหน้านวัตกรรมพลังงานสะอาด จ่อใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเสริมการผลิตไฟฟ้า สร้างระบบกักเก็บพลังงานรองรับความผันผวนพลังงานทดแทน สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ระบบไฟฟ้ามั่นคง พร้อมยืนยันพันธกิจ กฟผ.ทำเพื่อทุกคน ค่าไฟไม่แพง ดูแลสังคม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1-7 ส.ค.ที่ผ่านมา นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติการที่บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ และทีมผู้บริหาร กฟผ.ได้เดินทางไปยังเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงาน และพลังงานไฮโดรเจนที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อเดินหน้าตามแผน กฟผ.ที่ต้องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างราบรื่น เสริมสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ ไม่เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป รวมทั้งบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
เปิดยุทธศาสตร์ กฟผ.สู่ “ไฟฟ้าสีเขียว”
นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงานทั่วโลกมุ่งไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายดังกล่าว เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และลดการปล่อยคาร์บอนลง ในขณะที่ยังต้องรักษาความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ ความยืดหยุ่นและคุณภาพของระบบไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย โดยกระทรวงพลังงานของไทยมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ในปี 73 และเข้าสู่เป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 93 ซึ่ง กฟผ.ก็มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ ตาม EGAT Carbon Neutrality Roadmap จะมุ่งไปสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนและการนำเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) มาใช้ โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid) ซึ่ง กฟผ.นำร่องแห่งแรกที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 45 เมกะวัตต์ ถือเป็นโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังจะทำเพิ่มในพื้นที่เขื่อนอีก 9 แห่ง 16 โครงการทั่วประเทศ กำลังการผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ จากนั้นจะขยายกำลังการผลิตเป็น 5,325 เมกะวัตต์ในปี 2580
“ตามยุทธศาสตร์ของ กฟผ.ปี 2566-2570 กฟผ.จะเพิ่มบทบาทการเป็นผู้ให้บริการด้านไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียวโดยปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิสต่อพลังงานหมุนเวียนจาก 81% ต่อ 19% ในปี 66 เป็น 70% ต่อ 30% ในปี 70 โดยการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจัดกระจายในพื้นที่มากขึ้น”
ชี้ความจำเป็น “ระบบกักเก็บพลังงาน”
นายบุญญนิตย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระบวนการผลิตไฟฟ้าของไทยมี 2 ระบบ คือ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากฟอสซิล และการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ขยะ ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยระบบแรกมีความเสถียรมั่นคงให้พลังงานไฟฟ้าที่แน่นอนกว่า สั่งได้ตามเวลาที่ต้องการ ในขณะที่พลังงานทดแทนมีความเสถียรที่น้อยกว่า เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ จะผลิตไฟได้วันละไม่กี่ชั่วโมงในเวลากลางวัน ขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม ทำได้เมื่อกระแสลมเหมาะสม ไม่เบาเกินไปหรือแรงเกินไป ทำให้กำหนดเวลาแน่นอนในแต่ละวันไม่ได้ แต่เมื่อทิศทางของการผลิตไฟฟ้าของประเทศจำเป็นต้องใช้พลังงานสีเขียวมากขึ้น กฟผ.ก็ต้องหาเทคโนโลยีเพื่อมากักเก็บพลังงานจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนไว้ใช้เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
“การเดินทางมาออสเตรเลียในครั้งนี้ ส่วนแรกจึงเป็นการต่อยอดการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ของไทยเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากในอนาคตเรามีความจำเป็นต้องพึ่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่มากขึ้นถึง 6,500 เมกะวัตต์ ตามแผนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น”
Big Battery เก็บไฟไว้จ่ายยามจำเป็น
สำหรับโครงการ Victorian Big Battery (VBB) ซึ่งมาดูงานในครั้งนี้ เป็นของบริษัทผลิตไฟฟ้า Neoen ร่วมกับ Tesla และ AusNet Services เป็นระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่สุดในประเทศออสเตรเลีย เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ 450 เมกะวัตต์/ชั่วโมง จ่ายไฟฟ้าได้ 300 เมกะวัตต์ได้นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือเท่ากับการจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือนได้กว่า 5 แสนหลังคาเรือน ช่วยกักเก็บพลังงานในช่วงที่มีแสงแดดและมีลมพัด และจ่ายพลังงานในช่วงที่มีความต้องการ ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ และลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟในรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย
ทั้งนี้ ระบบแบตเตอรี่ของ Victorian Big Battery เป็นเทคโนโลยี Tesla Megapack รุ่นแรก Megapack จ่ายไฟฟ้าได้ 1.5 เมกะวัตต์ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 3 เมกะวัตต์/ชั่วโมง มีจุดเด่นคือติดตั้งได้ง่ายอายุใช้งานนาน 20 ปี มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ เรียงต่อกัน 212 ตู้ และที่น่าสนใจคือ ขณะนี้ได้มีการออก Tesla Megapack รุ่นที่ 2 ออกมาแล้ว ซึ่งมีคุณภาพที่ดีกว่า และราคาที่ต่ำกว่ารุ่นแรกมาก
“ในส่วน กฟผ.ขณะนี้มีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 3 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี 21 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ 16 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ จ่ายไฟให้บ้านเรือนรวมกัน 61,000 หลังคาเรือน นาน 60 นาที ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยกักเก็บไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการต่ำ และจ่ายคืนระบบช่วงที่มีความต้องการสูง หรือพลังงานทดแทนหายไป ช่วยลดความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ และโครงการพัฒนาสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน 4 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่”
พลังงานไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าอนาคต
ขณะเดียวกัน การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงานเป็นอีกแนวทางที่ กฟผ.มีแผนนำมาใช้ในอนาคต ทั้งเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า โดย กฟผ.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ได้ศึกษาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้ามาต่อเนื่อง และล่าสุด ได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือกับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ของประเทศออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างการร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจด้านระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งการทำธุรกิจเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในไทย ทั้งด้านการผลิต กักเก็บ การขนส่ง รวมถึงการนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
ทั้งนี้ กฟผ.ได้ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จและใช้งานได้จริงตั้งแต่ปี 59 โดยได้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid System) จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ และเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ส่วนการศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลลงนั้น จะนำร่องผสมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วน 5% ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องปี 2574-2583 และเพิ่มปริมาณเป็น 10% 15% ตามลำดับ
EGAT for all ดูแลสังคม ประชาชนอยู่ได้
กฟผ.ยังมีแผนศึกษาการนำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ในพื้นที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปางในอนาคต โดยการมาศึกษาเทคโนโลยีของ Latrobe Valley Hydrogen Facility ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตรจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการนำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินในครั้งนี้ ก็จะช่วยให้การพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนของ กฟผ.มีทางเลือกที่มากขึ้น และดีขึ้น โดยโครงการ Latrobe Valley Hydrogen Facility ผลิตไฮโดรเจนด้วยการแปรสภาพถ่านหินเป็นก๊าซที่มีคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจนแล้วกลั่นให้ได้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ 99.99% จากนั้นแปลงสภาพไฮโดรเจนเป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง โดยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน ไดออกไซด์ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี CCS ดักจับคาร์บอนนำไปเก็บไว้ใต้ดิน โดยตั้งเป้าในเชิงพาณิชย์จะผลิตไฮโดรเจนได้ 225,000 ตันต่อปี
“ประชาชนคนไทยมั่นใจได้ว่า กฟผ.จะยังคงมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้กับประเทศ พร้อมก้าวสู่ผู้นำด้านพลังงานสีเขียว โดยเน้น 3 ข้อ คือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไฟฟ้าไม่ขาดแคลนในราคาที่ทุกฝ่ายรับได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิด EGAT for all ของ กฟผ.ซึ่งต้องดูแลสังคม และประชาชนไปพร้อมกัน” นายบุญญนิตย์กล่าวทิ้งท้าย.