เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน? เมื่อ พรรคเพื่อไทย เน้น ปากท้อง-เพิ่มรายได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ชู ลดหนี้

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

    เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน? เมื่อ พรรคเพื่อไทย เน้น ปากท้อง-เพิ่มรายได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ชู ลดหนี้

    Date Time: 9 ส.ค. 2566 16:46 น.

    Video

    อยากรวย อย่าพูดคำว่า ไม่มี! กับ ป้าตือ สมบัษร l Money Secret EP.18

    Summary

    ท่ามกลาง การจัดตั้ง ”รัฐบาลใหม่” กลายเป็นคำถาม หลังจากนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทย จะไปทางไหน? เมื่อยึดนโยบายหลักของ 2 พรรคแกนนำ ภายใต้ เน้น ปากท้อง-เพิ่มรายได้ของ “พรรคเพื่อไทย” และลดหนี้ ของ “พรรคภูมิใจไทย” #ThairathMoney ชวนเกาะติด

    Latest


    เพื่อให้ประเทศไทย เดินหน้า ต่อได้ ....พรรคเพื่อไทย บอกจึงจำเป็น ต้องมูฟออน หาแนวร่วมจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” โดยพรรคการเมืองแรก ที่ เพื่อไทย ประกาศเปิดตัว เป็นพรรคร่วมรัฐบาลลำดับแรก คือ พรรคภูมิใจไทย หลังจาก การจับมือกับพรรคก้าวไกล อาจเป็นอุปสรรค ไม่สามารถผ่านด่าน สว.250 เสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรีได้ 

    สำหรับ พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพันธมิตรเบอร์แรก และมีจำนวนเสียงมากเป็นลำดับ 2 ยังมีอีก 6 พรรคเล็ก ที่ชัดเจนแล้วว่า วันนี้จะอยู่ในสูตรดังกล่าว 228 เสียง ประกอบไปด้วย

    • พรรคประชาชาติ
    • พรรคเสรีรวมไทย
    • พรรคเพื่อไทรวมพลัง
    • พรรคพลังสังคมใหม่ 
    • พรรคท้องที่ไทย
    • พรรคชาติพัฒนากล้า 

    ความเคลื่อนไหวในภาคการเมือง เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลวันนี้ นับเป็นการขยับเข้าใกล้ ความหวังของภาคเอกชน ประชาชน และเศรษฐกิจไทย ว่าเร็วๆ นี้ เราจะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อเข้ามาเป็นหลัก เร่งแก้ไขจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่กำลังถูกปัจจัยโลกท้าทายอย่างรอบด้าน 

    เร่งจัดตั้งรัฐบาล บูสต์เศรษฐกิจไทย 

    ความน่าห่วงของเศรษฐกิจไทย เกิดขึ้น ถึงขั้นล่าสุด “เวิลด์แบงก์ ประจำประเทศไทย” ระบุ ไทยกำลังมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าสุดในอาเซียน ซ้ำร้ายตอนนี้ ยังมาเจอภาวะทางตันการเมืองอีก  

    ขณะคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ส่งเสียง ต้องการให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามไทม์ไลน์ภายในเดือน ส.ค. นี้เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่านี้ เพราะมีโจทย์ทั้ง ส่งออก ท่องเที่ยว และภัยแล้ง หรือแม้แต่ในตลาดแรงงาน ก็หวั่น ว่า การตั้งรัฐบาลช้า จะยิ่งเป็นการซ้ำเติม การจ้างงานคนไทยในระบบ เพราะเอกชนไม้กล้าเสี่ยงลงทุน ขยายงานเพิ่ม กระทบครัวเรือนไทยที่มีปัญหา หนี้ครัวเรือน และภาคเกษตร ที่ปีนี้อาจมีรายได้ลดลง จากวิกฤติ “เอลนีโญ” 

    เจาะ ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ร่วม พรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจ และนโยบายทางเศรษฐกิจจะถูกผลักดันออกมาไปทางไหน? คงเป็นคำถามที่เราอยากรู้ เพราะภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ อาจไม่มีเวลาฮันนีมูนมากนัก 

    โอกาสนี้ #ThairathMoney ชวนสแกน นโยบายเด่นๆ ของทั้ง 2 พรรค เบื้องต้น เพื่อให้เห็นภาพข้างหน้า แม้จะยังไม่รู้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลในสูตรใหม่ จะมีการแบ่งโควตาดูแลกระทรวงต่างๆ อย่างไรบ้าง ดังต่อไปนี้  

    นโยบายพรรคเพื่อไทย แง่เศรษฐกิจ เน้น “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”

    เป้าหมายสูงสุดในแง่ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ของพรรคการเมืองใหญ่ อย่าง พรรคเพื่อไทยนั้น คือ การประกาศว่า จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ไทย เติบโตเฉลี่ย อย่างต่ำปีละ 5% ซึ่งจะมาจาก ...

    • นโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงาน เป้าหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 แต่ผ่านแนวทางไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ)
    • คนไทย ไม่จนอีกต่อไป ทุกครอบครัว มีรายได้ ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท / เดือน (อัปเดตดึงคนเข้าระบบทุกๆ 6 เดือน )
    • กระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ ด้วยความเป็นไปได้ของ ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ (Digital  Wallet) 10,000 บาท กระตุ้นใช้จ่ายร้านค้าใกล้บ้าน 4 กิโลเมตร
    • การผลักดัน เขตธุรกิจใหม่ นำร่อง 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ โดยจะรื้อกฎหมายธุรกิจ เน้น ลดอุปสรรค เพิ่มแรงจูงใจ และเพิ่มแรงดึงดูดการลงทุน ทำธุรกรรมในบล็อกเชน ไร้เงินใต้โต๊ะ รวมไปถึง การกระตุ้นลงทุนเทรนด์ธุรกิจใหม่ เช่น Digital, BioTech เพื่อสร้างตลาดแรงงานรายได้สูง รวมไปถึง การสร้างศูนย์กลางนวัตกรรมสตาร์ทอัพอีกด้วย 

    พรรคภูมิใจไทย เน้น “ลดหนี้ประชาชน”

    ขณะนโยบายของภูมิใจไทย จะเน้น “เกษตรกรร่ำรวย” - “พักหนี้ หยุดดอกเบี้ย” โดยตัวอย่าง นโยบายหลักๆ ที่อาจมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ มีดังนี้ 

    • นโยบาย เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ไม่ต้องค้ำประกัน ผ่อนวันละ 150 บาท 365 วัน
    • ชุมชนดี แหล่งท่องเที่ยวดี และผู้ประกอบการดี ด้วยกองทุนท่องเที่ยว
    • พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกเบี้ย คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท
    • เกษตรร่ำรวย รู้ราคาก่อนปลูก รับเงินก่อนขาย เสียหายมีประกัน 
    • ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เช่น ฟรีหลังคาโซลาร์เซลล์ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนละ 450 บาท /มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 100 บาท 60 งวด 

    อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปก่อนหน้าการเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 ทั้งพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ต่างก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายไม่น้อย ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ว่านโยบายหลักๆ นั้น 

    อาจมีผลต่อสถานะการคลังของประเทศในอนาคต เพราะถูกประเมินว่า แต่ละนโยบายอาจต้องใช้วงเงิน ที่เป็นงบประมาณ เป็นจำนวนมากกว่าหลายแสนล้านบาท จนอาจกลายเป็นอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจในอนาคต หรือกระทบต่อเสถียรภาพการเงินในระบบ จากนโยบายบางประการ แม้ในระยะสั้น จะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

    เนื่องจาก ปัจจุบัน ภาพรวม รายได้ภาษีของรัฐบาลไทย ยังถือว่าต่ำกว่ารายได้ภาษีของประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน ท้ายที่สุด จึงอยากชวนจับตาดูว่า จากดีลรัก เพื่อไทย-ก้าวไกล สู่ การเลิกรา และไปผูกรักใหม่ กับพรรคภูมิใจไทยแทน 

    คนที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจ กับ ตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงสำคัญๆ ที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โควตาจะถูกจัดสรร แบ่งส่วน และตกเป็นของพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย เท่าไร อย่างไรบ้าง 

    รวมไปถึง นโยบายเศรษฐกิจข้างต้น จะถูกผลักดันออกมากระตุ้นประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง หนี้สิน และเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะเติบโตช้าได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมได้อย่างไรบ้าง คงต้องติดตาม...


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ