
เพื่อให้ประเทศไทย เดินหน้า ต่อได้ ....พรรคเพื่อไทย บอกจึงจำเป็น ต้องมูฟออน หาแนวร่วมจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” โดยพรรคการเมืองแรก ที่ เพื่อไทย ประกาศเปิดตัว เป็นพรรคร่วมรัฐบาลลำดับแรก คือ พรรคภูมิใจไทย หลังจาก การจับมือกับพรรคก้าวไกล อาจเป็นอุปสรรค ไม่สามารถผ่านด่าน สว.250 เสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรีได้
สำหรับ พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพันธมิตรเบอร์แรก และมีจำนวนเสียงมากเป็นลำดับ 2 ยังมีอีก 6 พรรคเล็ก ที่ชัดเจนแล้วว่า วันนี้จะอยู่ในสูตรดังกล่าว 228 เสียง ประกอบไปด้วย
ความเคลื่อนไหวในภาคการเมือง เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลวันนี้ นับเป็นการขยับเข้าใกล้ ความหวังของภาคเอกชน ประชาชน และเศรษฐกิจไทย ว่าเร็วๆ นี้ เราจะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อเข้ามาเป็นหลัก เร่งแก้ไขจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่กำลังถูกปัจจัยโลกท้าทายอย่างรอบด้าน
ความน่าห่วงของเศรษฐกิจไทย เกิดขึ้น ถึงขั้นล่าสุด “เวิลด์แบงก์ ประจำประเทศไทย” ระบุ ไทยกำลังมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าสุดในอาเซียน ซ้ำร้ายตอนนี้ ยังมาเจอภาวะทางตันการเมืองอีก
ขณะคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ส่งเสียง ต้องการให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามไทม์ไลน์ภายในเดือน ส.ค. นี้เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่านี้ เพราะมีโจทย์ทั้ง ส่งออก ท่องเที่ยว และภัยแล้ง หรือแม้แต่ในตลาดแรงงาน ก็หวั่น ว่า การตั้งรัฐบาลช้า จะยิ่งเป็นการซ้ำเติม การจ้างงานคนไทยในระบบ เพราะเอกชนไม้กล้าเสี่ยงลงทุน ขยายงานเพิ่ม กระทบครัวเรือนไทยที่มีปัญหา หนี้ครัวเรือน และภาคเกษตร ที่ปีนี้อาจมีรายได้ลดลง จากวิกฤติ “เอลนีโญ”
เจาะ ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ร่วม พรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจ และนโยบายทางเศรษฐกิจจะถูกผลักดันออกมาไปทางไหน? คงเป็นคำถามที่เราอยากรู้ เพราะภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ อาจไม่มีเวลาฮันนีมูนมากนัก
โอกาสนี้ #ThairathMoney ชวนสแกน นโยบายเด่นๆ ของทั้ง 2 พรรค เบื้องต้น เพื่อให้เห็นภาพข้างหน้า แม้จะยังไม่รู้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลในสูตรใหม่ จะมีการแบ่งโควตาดูแลกระทรวงต่างๆ อย่างไรบ้าง ดังต่อไปนี้
เป้าหมายสูงสุดในแง่ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ของพรรคการเมืองใหญ่ อย่าง พรรคเพื่อไทยนั้น คือ การประกาศว่า จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ไทย เติบโตเฉลี่ย อย่างต่ำปีละ 5% ซึ่งจะมาจาก ...
หมายเหตุ : คลิกอ่านนโยบายพรรคเพื่อไทยเพิ่มเติม
ขณะนโยบายของภูมิใจไทย จะเน้น “เกษตรกรร่ำรวย” - “พักหนี้ หยุดดอกเบี้ย” โดยตัวอย่าง นโยบายหลักๆ ที่อาจมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ มีดังนี้
หมายเหตุ : คลิกอ่านนโยบายพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปก่อนหน้าการเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 ทั้งพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ต่างก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายไม่น้อย ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ว่านโยบายหลักๆ นั้น
อาจมีผลต่อสถานะการคลังของประเทศในอนาคต เพราะถูกประเมินว่า แต่ละนโยบายอาจต้องใช้วงเงิน ที่เป็นงบประมาณ เป็นจำนวนมากกว่าหลายแสนล้านบาท จนอาจกลายเป็นอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจในอนาคต หรือกระทบต่อเสถียรภาพการเงินในระบบ จากนโยบายบางประการ แม้ในระยะสั้น จะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เนื่องจาก ปัจจุบัน ภาพรวม รายได้ภาษีของรัฐบาลไทย ยังถือว่าต่ำกว่ารายได้ภาษีของประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน ท้ายที่สุด จึงอยากชวนจับตาดูว่า จากดีลรัก เพื่อไทย-ก้าวไกล สู่ การเลิกรา และไปผูกรักใหม่ กับพรรคภูมิใจไทยแทน
คนที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจ กับ ตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงสำคัญๆ ที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โควตาจะถูกจัดสรร แบ่งส่วน และตกเป็นของพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย เท่าไร อย่างไรบ้าง
รวมไปถึง นโยบายเศรษฐกิจข้างต้น จะถูกผลักดันออกมากระตุ้นประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง หนี้สิน และเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะเติบโตช้าได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมได้อย่างไรบ้าง คงต้องติดตาม...