
ซีอีโอเอไอเอสเชื่อพลัง AI จะดันความต้องการใช้มือถือโตเฉลี่ย 15% นับจากนี้ ทำธุรกิจกลับมาโตแข็งแรงอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งการแข่งขันรุนแรงทำให้ผู้ประกอบการอ่อนแอ นำไปสู่การควบรวมเพื่อความอยู่รอด เผย 2 เดือนแรก ธุรกิจยังสดใสต่อเนื่องจากปีก่อน คาดเปิด Virtual Bank “คลิกซ์” ภายในเดือนมิ.ย. 2569
นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกิจของเอไอเอสยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ธุรกิจโทรคมนาคมกลับมาขยายตัว(rebound)ได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นช่วงต้นเดือนมี.ค. ยังเร็วเกินกว่าจะประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อปัจจัยราคาพลังงาน ซึ่งจะกระทบโดยตรงกับเงินเฟ้อดันราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและอาจทำให้ยอดซื้อมือถือใหม่ชะลอตัวลง
“ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ธุรกิจอยู่ในช่วงอ่อนกำลัง จากการแข่งขันที่รุนแรงและถูกซ้ำด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในปี 2563 จนทำให้เกิดการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทคช่วงปลายปี 2564 จนในปี 2568 ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นปีที่ธุรกิจพลิกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง เอไอเอสมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 6% ที่ 226,264 ล้านบาท กำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท ขยายตัว 37% ส่วนทรูซึ่งควบรวมกับดีแทคมาครบ 3 ปี และเทเลนอร์กำลังถอนการลงทุนออกไปนั้น สามารถกลับมาจ่ายปันผลได้”
สำหรับปัจจัยที่ทำให้กลับมาได้ มาจากแรงส่งได้แก่ 1. การฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤติโควิดในทุกอุตสาหกรรม 2.การแข่งขันที่สมเหตุสมผล 3.แรงขับจากการเติบโตของการใช้ AI การลงทุนด้านดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์
“ปี 2568 ที่ผ่านมา การใช้งานเพิ่มขึ้น 15% จากการแพร่หลายของการใช้ AI แอปพลิเคชันต่างๆ แม้ราคามือถือจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเครื่องละ 1,000 บาท สืบเนื่องจากราคาชิปเซ็ต ที่ปรับขึ้นตามความต้องการใช้ในการขยายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ผมเชื่อว่าการเติบโตของการใช้งานนับจากนี้ จะอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 15% โดยมี AI เป็นตัวเปลี่ยนเกม นั่นเป็นเหตุให้รายได้ของเราในปี 2568 โต 6% เมื่อเทียบกับจีดีพีประเทศที่ขยายตัว 2% ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ 37% มาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพขึ้น”
นอกจากนั้น ตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีก จากจำนวนผู้ใช้งาน 5G ที่ยังอยู่ 37% ของผู้ใช้มือถือทั้งประเทศ จำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง(บรอดแบนด์)อยู่ที่ราว 50% ของครัวเรือนทั้งหมด นอกเหนือจากการลงทุนอย่างคึกคักในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ AI ของลูกค้าองค์กร
สำหรับเอไอเอส จุดขายและจุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพเครือข่าย โดยปีนี้เคาะงบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 20,000 - 25,000 ล้านบาทในปี 2568
“เรายังจะอยู่ในเกมคุณภาพต่อไป ไม่มีปีไหนที่เราไม่ลงทุน เราลงทุนเยอะทุกปีเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ความท้าทายของผมคือการทำโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure)ของเอไอเอสให้ดีที่สุด”
ส่วนธุรกิจใหม่ที่จะเป็นการเติบโตในอนาคตข้างหน้า ยังอยู่ที่ 3 ธุรกิจหลักตามที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอสได้ประกาศเอาไว้ นั่นคือ ธุรกิจค้าปลีก (Retail), คอนเทนต์ด้านความบันเทิง(Entertainment)และธุรกิจการเงินดิจิทัล
“เราได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทยและโออาร์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอย่างธนาคารกรุงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างเอไอเอส และผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกอย่างโออาร์”
นายปรัธนา คาดว่า ธนาคารคลิกซ์ จำกัด(มหาชน)หรือ CLIX จากความร่วมมือระหว่างเอไอเอส โออาร์ และธนาคารกรุงไทย จะเปิดดำเนินการได้ภายในเดือนมิ.ย. 2569