ตามคาด ! กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ดัน ดอกเบี้ยไทย  สู่ 2.25% ต่อปี ห่วง “ศก. - การเมือง” ไม่แน่นอน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

    ตามคาด ! กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ดัน ดอกเบี้ยไทย สู่ 2.25% ต่อปี ห่วง “ศก. - การเมือง” ไม่แน่นอน

    Date Time: 2 ส.ค. 2566 15:04 น.

    Video

    บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

    Summary

    ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ดันดอกเบี้ยไทย สูงสุดในรอบ 9 ปี จาก 2.00% เป็น 2.25% ต่อปี มีผลทันที เปรยห่วง เศรษฐกิจ - การเมืองไทย มีความไม่แน่นอน

    Latest


    ไม่ผิดคาดหมาย วันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี จาก 2 % เป็น  2.25 % ต่อปี โดยให้มีผลทันที ซึ่งนี่ถือว่า เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 9 ปี 

    อีกทั้ง สะท้อนได้ว่า ความหนืดของ “เงินเฟ้อ” พื้นฐานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จนอาจส่งผ่านต้นทุนสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ในอนาคต กำลังที่เป็นที่กังวล ของ กนง. อีกทั้งปัญหา “เอลนีโญ ” ภัยแล้ง ที่อาจเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อในอนาคต และเพื่อกันสำรอง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ การเมืองไทยในเวลานี้ด้วย แต่ได้กลายเป็นคำถาม ว่า ทิศทางของนโยบายการเงินระยะข้างหน้าของแบงก์ชาติไทย จะเหวี่ยงไปในทิศทางไหน ? เพราะ การขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.ครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกันแล้ว รวมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ ผู้กู้สินเชื่อใหม่และสินเชื่อเก่าในระบบ เช่น ภาระดอกเบี้ยบ้าน , ที่อยู่อาศัย อย่างไร 

    ย้อนไทม์ไลน์ กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 

    • 10 ส.ค. 65 : เป็นครั้งแรก ที่กลับมาขึ้นดอกเบี้ย จาก 0.50% สู่ 0.75%
    • 28 ก.ย. 65 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.00%
    • 30 พ.ย. 65 : มติเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ย จาก 1.00% เป็น 1.25%
    • 25 ม.ค. 66 : กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ย จาก 1.25% เป็น 1.50%
    • 29 มี.ค. 66 : ขึ้นดอกเบี้ยอีก  0.25%  จาก 1.50% เป็น 1.75%
    • 31 พ.ค. 66 : กนง. ขึ้นดอกเบี้ย  0.25% จาก 1.75% เป็น 2.00%
    • 2 ส.ค. 66 : มติเป็นเอกฉันท์ กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.25%ต่อปี

    เจาะผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 4/2566  โดย นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. วันที่ 2 สิงหาคม 2566 

    ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยอุปสงค์จากต่างประเทศล่าสุดชะลอลงบ้าง แต่คาดว่าจะทยอยปรับดีขึ้นในระยะต่อไป ด้านอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงและมีแนวโน้มทรงตัวในกรอบเป้าหมาย แต่ยังมีความเสี่ยงสูง 

    คณะกรรมการฯ จึงประเมินว่าในบริบทเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ นโยบายการเงินควรดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และช่วยเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

    โดยการป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงินที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมทั้งรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่อยู่ในระดับสูง จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้

    กนง.ห่วงเศรษฐกิจ มีความไม่แน่นอน 

    กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าหดตัวในระยะสั้น ส่วนหนึ่งตามเศรษฐกิจจีนและวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ฟื้นตัวได้ช้าแต่คาดว่าจะปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้าสอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 

    ทั้งนี้ ความไม่แน่นอน ทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น ทั้งจากภาคการส่งออกสินค้าที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงจากราคาในหมวดพลังงาน มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า แต่ประเมินว่าจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีหลังปัจจัยชั่วคราวทยอยหมดลง

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงแต่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับที่สูงกว่าในอดีตโดยมีความเสี่ยงด้านสูงจาก ต้นทุนราคาอาหารที่อาจปรับเพิ่มขึ้นหากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงกว่าคาด ซึ่งอาจเร่งการส่งผ่านต้นทุน ของผู้ประกอบการในบริบทที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง

    ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ โดยธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่คุณภาพสินเชื่ออาจด้อยลงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนบางส่วนที่ยังเปราะบางจากภาระหนี้ที่สูงขึ้นและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า

    คณะกรรมการฯ สนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)

    ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายลดลงแต่ยังเอื้อต่อการระดมทุนของภาคเอกชนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนโน้มสูงขึ้นสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนที่ชะลอลงส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติหลังจากที่ได้ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงวิกฤตCOVID-19

    ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวน ตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ แนวโน้มเศรษฐกิจจีน และความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน 

    คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเข้าสู่ระดับศักยภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านสูง นโยบายการเงินยังควรดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืนควบคู่กับให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพิ่มเติมจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ