
ธปท.เร่งแก้หนี้ครัวเรือน ก๊อกแรกกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ ควบคุมโฆษณากระตุ้นให้คนกู้ยืมเกินตัว จูงใจให้กู้เงิน ล่อด้วยดอกเบี้ยต่ำแต่บอกความจริงครึ่งเดียว ให้แจงดอกเบี้ยเป็นรายปี พร้อมออกแนวทางแก้หนี้เรื้อรัง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ต้นปีหน้า ส่วนก๊อก 2 หวังดึงหนี้นอกระบบเข้าระบบ คุมภาระหนี้ต่อรายได้ เงินเดือนต่ำ 3 หมื่นบาทก่อหนี้ได้ไม่เกิน 60%
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียร ภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนว่า มาตรการแก้หนี้จะครอบคลุมหนี้ครัวเรือนที่ ธปท.มีความเป็นห่วง 4 ประเภท ได้แก่ 1.หนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว ให้สามารถแก้ไขได้ ซึ่งล่าสุดมีทั้งสิ้น 4.4 ล้านบัญชี วงเงิน 310,000 ล้านบาท 2.ดูแลหนี้เรื้อรัง ประมาณ 500,000 บัญชีให้มีทางเลือกปิดจบหนี้ได้ 3.ดูแลหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้ของคนรุ่นใหม่ที่ก่อหนี้เร็ว และก่อหนี้ต่อเนื่องให้มีคุณภาพไม่กลายเป็นปัญหาในอนาคต 4.หาทางให้หนี้นอกระบบมีโอกาสเข้ามากู้ในระบบได้มากขึ้น ซึ่งมาตรการที่จะเร่งบังคับใช้ก่อน คือ มาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ที่รวมถึงการดูแลหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ประกอบด้วย 3 มาตรการย่อย
มาตรการย่อยที่ 1 จะเป็นการกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ (nudge) รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยลูกหนี้ ให้มีวินัยการเงิน ประกอบด้วย การควบคุมให้การโฆษณาและเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และไม่กระตุ้นให้ลูกหนี้เป็นหนี้เกินตัว ตัวอย่างที่พบเป็นการจูงใจให้ลูกหนี้กู้เงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5% ต่อปี นาน 50 วัน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นการรูดครั้งแรกเท่านั้น หรือกู้เงินล้าน ผ่อนหมื่นละ 10 บาท เป็นต้น ภายใต้เกณฑ์ใหม่การโฆษณาจะต้องแสดงอัตราขั้นต่ำและสูงสุดของดอกเบี้ยเป็นรายปี ไม่ใช่รายวันหรือรายเดือน และเป็นอัตราที่รวมค่าธรรมเนียมแล้ว ต้องแสดงเงื่อนไขการกู้ที่ชัดเจน โดยหากแสดงค่างวดหรือระยะเวลาผ่อนเพื่อจูงใจลูกหนี้ ต้องแสดงสมมติฐานในการคำนวณด้วย รวมทั้งต้องมีการแจ้งคำเตือน และข้อควรระวังการใช้สินเชื่อที่ชัดเจน
“เจ้าหนี้ยังต้องแสดงต้นทุนการกู้ยืมของลูกหนี้ให้ชัดเจนในเงื่อนไขว่า หากผ่อนน้อย ผ่อนนาน ผ่อนเต็มจำนวน ดอกเบี้ยต่างกันอย่างไร มีระบบการแจ้งเตือนให้ชำระหนี้ตรงเวลาและควรทำระบบอัตโนมัติให้ลูกหนี้จ่ายชำระมากกว่าขั้นต่ำก่อน และหากลูกหนี้ไม่ไหวจึงให้ผ่อนขั้นต่ำ เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพราะ ธปท.พบว่า มีลูกหนี้จำนวนมากที่จ่ายหนี้เต็มจำนวนได้ แต่เลือกจ่ายขั้นต่ำเพราะไม่รู้ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริง”
ขณะที่มาตรการย่อยที่ 2 คือ การดูแลหนี้เสีย โดยต้องมีการเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ จะต้องมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะกับความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้ในครั้งแรกก่อน และก่อนจะโอนขายหนี้ได้ จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้อีกครั้ง และถ้าไม่ไหว เมื่อจำเป็นต้องดำเนินคดีหรือโอนขายหนี้ จะต้องแจ้งสิทธิและข้อมูลสำคัญแก่ลูกหนี้ มีการไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งผู้รับโอนหนี้ต้องมีเงื่อนไขการชำระหนี้อย่างเหมาะสม
มาตรการย่อยที่ 3 คือ การแก้ไขหนี้เรื้อรัง โดยผู้ให้บริการต้องดูแลลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรัง คือ ลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียน (revolving personal loan) ที่เข้าข่ายว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น และหากจ่ายเงินในอัตรานี้ต่อไปจะไม่สามารถปลดหนี้ได้ เช่นที่ ธปท.พบคือ ลูกหนี้กู้หนี้มา 15,000 บาท จ่ายเดือนละ 3% ของวงเงินต้น จะต้องใช้เวลาผ่อน 18 ปีจึงจะหมด เจ้าหนี้จะต้องเข้าไปแจ้งเตือนและเสนอทางออกให้ปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี ด้วยการเปลี่ยนเป็นสินเชื่อมีระยะเวลาและลดอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 15% ต่อปี โดยมีเงื่อนไขว่าลูกหนี้จะต้องปิดวงเงิน revolving เพื่อไม่ก่อหนี้เพิ่ม และมีประวัติในข้อมูลเครดิตว่าลูกหนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ โดยมาตรการ responsible lending จะมีผลวันที่ 1 ม.ค.67 ส่วนการแก้หนี้เรื้อรัง จะมีผลวันที่ 1 เม.ย.67
นอกจากนี้ ในช่วงต่อไป ธปท.มีแนวทางดูแลหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมอีก 2 มาตรการ ได้แก่ การทดสอบโครงการ Sandbox ให้ผู้ให้บริการสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (risk-based pricing: RBP) ซึ่งจะช่วยให้คนที่กู้หนี้นอกระบบ แต่มีความเสี่ยงพอรับได้เข้ามากู้หนี้ในระบบในดอกเบี้ยที่สูงกว่าปัจจุบัน แต่ต่ำกว่าหนี้นอกระบบมาก ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยจะเริ่มทดสอบในไตรมาสที่ 2 ปี 67 และอีกมาตรการคือการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (debt service ratio : DSR) เพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทจะต้องมีวงเงินผ่อนชำระรายเดือนรวมได้ไม่เกิน 60% ของรายได้ ส่วนลูกหนี้ที่มีเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 70% ซึ่งเบื้องต้น ธปท. มีแผนจะบังคับใช้มาตรการนี้ในปี 2568 โดยจะประเมินสถานการณ์และบริบททางเศรษฐกิจอีกครั้ง.