
การบินไทยคุยปีนี้มีแต่เรื่องราวดีๆ แผนฟื้นฟูมาถูกทาง-ท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว ส่งรายได้พุ่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 66 ทะลุ 4 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท แถมมีเงินสดในมือกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท เตรียมจ่ายหนี้ปีหน้า 8 พันล้านบาท มั่นใจ ออกจากแผนฟื้นฟูก่อนกำหนดกลับมาซื้อขายในตลาดฯ เดินหน้าปิดฉากยุบรวมไทยสมายล์สิ้นปี 66 ส่วนพนักงานมีเฮ! ฝ่ายบริหาร เรียกขวัญกำลังใจ อนุมัติขึ้น 5% มีผลสิ้นเดือนนี้
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท ขณะเดียวกันสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินกลับมาโตต่อเนื่องทำให้ในไตรมาส 1 ของปี 66 การบินไทยและบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 41,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีรายได้รวม 11,181 ล้านบาท หรือ 271.2% มีกำไรสุทธิที่ 12,523 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 486% ขณะที่มีกระแสเงินสดหมุนเวียน 42,915 ล้านบาท มีอัตราการบรรทุกปริมาณผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยที่ 83.5% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 32.5% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 3.52 ล้านคน
สำหรับสาเหตุที่มีรายได้เติบโต เนื่องจากมีการให้บริการเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่เป็นที่นิยม เช่น ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะเดียวกันกลับมาเริ่มให้บริการในเส้นทางสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารในเส้นทางทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่สูงมาก จึงมีการประมาณการว่าตลอดปี 66 จะให้บริการขนส่งผู้โดยสารทั่วโลกได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านคน ปี 67 ตั้งไว้ 12 ล้านคน
นายชายกล่าวต่อว่า ผู้บริหารยังมีเป้าหมายที่จะดำเนินการนำการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูกิจการให้ได้ในปี 67 และกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่กับการต้องบริหารกระแสเงินสดในมือที่การบินไทยมีอยู่ขณะนี้กว่า 42,915 ล้านบาท เนื่องจากตอนนี้การบินไทยมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นกว่า 140,000 ล้านบาท โดยในปี 67 การบินไทยจะต้องจ่ายหนี้ตามสัญญาอย่างน้อย 8,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการหักลบค่าโดยสารของคู่ค้าและผู้โดยสารที่ซื้อไว้ก่อนเกิดปัญหาฟื้นฟูกิจการ (เป็นหนี้คู่ค้าต่างประเทศ 70-80%) มีประมาณ 13,000 ล้านบาท และตอนนี้ได้มีการทยอยใช้คืนไปแล้วเหลือค้างชำระอีกเพียง 5,000-6,000 ล้านบาท ส่วนหนี้สินที่การบินไทยมีอยู่ทั้งหมดคาดว่าจะชำระหมดสิ้นประมาณปี 77 ซึ่งเป็นหนี้จากหุ้นกู้
“การบินไทยยังคงเป้าหมายที่จะนำธุรกิจออกจากแผนฟื้นฟูกิจการให้ได้ในปี 67 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้กับคณะกรรมการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งการเดินหน้าสร้างรายได้ ลดหนี้สิน จัดการขายสินทรัพย์ที่ไม่ควรเก็บไว้ให้เป็นภาระอีกต่อไป จึงกำลังประกาศขายสำนักงานการบินในประเทศที่เชียงใหม่ พิษณุโลก กับต่างประเทศ ที่อังกฤษ ฮ่องกง ปีนัง มูลค่าการขายรวมทั้งหมดแล้วจะได้เป็นเงินเข้ามาหลักหลายร้อยล้านบาท”
นายชายกล่าวต่อว่า ส่วนแผนการปรับโครงสร้างควบรวมการบินไทยกับไทยสมายล์นั้น จะยังคงเดินหน้าตามแผน โดยขั้นตอนขณะนี้รอให้ผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯเห็นชอบแผนการควบรวม หลังจากนั้นก็จะเสนอให้คณะกรรมการเจ้าหนี้เห็นชอบต่อไปในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.ก่อนเสนอ รมว.คมนาคม ในฐานะที่กำกับดูแลกิจการการบินพลเรือน เพื่อพิจารณาเห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงแผนธุรกิจ ก่อนเสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) โดยในสิ้นปี 66-ต้นปี 67 จะเริ่มเห็นการทำงานที่เป็นทีมเดียวกัน เห็นสาเหตุที่ต้องควบรวมเนื่องจากผลการดำเนินการของไทยสมายล์ขาดทุนต่อเนื่อง ขณะที่การบริหารจัดการใช้ศักยภาพเครื่องบินเฉลี่ยต่ำกว่า 9 ชม./วัน ขณะที่การบินไทยใช้ศักยภาพเครื่องบินเฉลี่ยสูงถึงวันละ 12.3 ชม./วัน โดยการบินไทยจะนำเครื่องบินไทยสมายล์มาให้บริการผู้โดยสารเดินทางในเส้นทางบินระยะใกล้
ส่วนปัญหาการให้บริการภาคพื้นดินและขนสัมภาระกระเป๋าผู้โดยสาร (Ground handing service) ตามสัญญาจ้างระหว่างบริษัท ท่า อากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กับ การบินไทย ในสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่กระทรวงคมนาคมก็มีนโยบายให้ดำเนินการจ้างบริษัทรายที่ 3 เข้ามาบริการได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการบินไทยมีแรงงานไม่เพียงพอทำให้ผู้โดยสารร้องเรียนเรื่องได้รับกระเป๋าล่าช้าเกินมาตรฐานสากลนั้น ในเรื่องนี้การบินไทยได้แก้ไขปัญหาได้แล้วโดยใช้วิธีเพิ่มค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น จูงใจให้คนเข้ามาทำงานอย่างเพียงพอ แต่ก็เชื่อว่าแม้จะเปิดให้มีผู้ประกอบการรายที่ 3 เข้ามาบริการก็จะไม่แก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากจะมีการแย่งชิงแรงงานส่งผลให้มีการว่าจ้างที่สูง เมื่อจ้างสูงก็จะไปเก็บค่าบริการจากสายการบินแพงขึ้น ส่งผลกระทบให้สายการบิน เมื่อมีต้นทุนจากส่วนนี้เพิ่มขึ้น ก็ใช้วิธีบวกค่าใช้จ่ายรวมไว้ในตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว
นายชาย กล่าวต่อว่า นอกจากผลการดำเนินงานของการบินไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการทุ่มเทของพนักงานการบินไทยที่ขณะนี้มีอยู่กว่า 11,000 คน ดังนั้นในเดือน พ.ค.นี้ การบินไทยจึงมีมติปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน 5% เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน การบินไทยยืนยันว่าขณะนี้พนักงานของการบินไทยมีความพร้อม และมีศักยภาพในการให้บริการผู้โดยสารเป็นอย่างดี
ด้านนายทวิโรจน์ ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร การบินไทย กล่าวว่า การบินไทยยังคงพร้อมที่จะลงทุนในโครงการ “ศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบิน” TG MRO ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งประเมินมูลค่ากันไว้ประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง แล้วล่าสุดได้หารือกับทางเลขาธิการประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถึงการเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อไป ซึ่งจะมีความชัดเจนช่วงปลายปี 66 แล้วการบินไทยยังคงเปิดโอกาสให้บริษัทที่สนใจจะเข้าร่วมทุนเข้ามาเจรจาหากเหมาะสมก็จะพิจารณาร่วมทุนกันได้ต่อไป.