หลังคาดยอดผลิตรถอีวีพุ่ง สรรพสามิตของบส่งเสริมเพิ่ม 3 พันล้าน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

หลังคาดยอดผลิตรถอีวีพุ่ง สรรพสามิตของบส่งเสริมเพิ่ม 3 พันล้าน

Date Time: 8 พ.ค. 2566 05:23 น.

Summary

“สรรพสามิต” เล็งของบอุดหนุนมาตรการ “อีวี” เพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท รองรับผู้เข้าร่วมมาตรการเพิ่ม ประเมินปี 67 ยอดผลิตและยอดซื้อรถอีวีพุ่ง หลังค่ายรถยนต์ต้องเริ่มผลิตรถอีวีในประเทศชดเชย

Latest

ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

“สรรพสามิต” เล็งของบอุดหนุนมาตรการ “อีวี” เพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท รองรับผู้เข้าร่วมมาตรการเพิ่ม ประเมินปี 67 ยอดผลิตและยอดซื้อรถอีวีพุ่ง หลังค่ายรถยนต์ต้องเริ่มผลิตรถอีวีในประเทศชดเชยตามเงื่อนไขโครงการจะต้องใช้เงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในการส่งเสริม พร้อมปรับรายละเอียดมาตรการส่งเสริมใหม่หลังเสนอ ครม.เห็นชอบ

นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการเตรียมขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี ในปี 2566/2567 ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนเม็ดเงินให้แก่ผู้ซื้อรถอีวีตามเงื่อนไขที่กำหนด กล่าวคือ โดยรถยนต์อีวีจะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน ส่วนรถจักรยาน ยนต์อีวีได้รับ 18,000 บาทต่อคัน

ทั้งนี้ งบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับการจ่ายชดเชยในปี 2565/2566 วงเงิน 2,900 ล้านบาท จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งกรมสรรพสามิตได้ประเมินว่า หากมีการเร่งโอนรถเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ งบประมาณดังกล่าวจะไม่เพียงพอในการดำเนินการส่งเสริมการใช้รถยนต์ จึงเตรียมของบสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อใช้ดำเนินการในปี 2566/2567 ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์อีวีเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมอีวีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี 67 เป็นต้นไป

เนื่องจากเป็นช่วงที่ค่ายรถยนต์ต่างๆจะเริ่ม ผลิตรถยนต์อีวีในประเทศตามเงื่อนไขของโครงการ เมื่อมีการผลิตรถยนต์ได้เพิ่มขึ้น ราคารถยนต์อีวีจะปรับลดลง ซึ่งผู้บริโภคจะหันมาสนใจรถอีวีเพิ่มมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์กันไว้ว่ายอดจองรถอีวีสะสมแล้วกว่า 50,000 คัน หากเข้าร่วม มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐจะต้องใช้เงินกว่า 40,000 ล้านบาท ดังนั้น มาตรการส่งเสริมการใช้รถอีวีในช่วงปี 2567-2568 คาดว่าจะมีการปรับรายละเอียดใหม่ ซึ่งจะต้องรอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลใหม่อีกครั้ง

เช่นเดียวกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่สำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมรถอีวีด้วย ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทผลิตรถยนต์บีวายดี มีความสนใจจะจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในไทยแล้วจำนวนหนึ่งราย ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ จัดเก็บในอัตราเดียวคือ 8% ของมูลค่า โดยโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีเงื่อนไข เฉพาะแบตเตอรี่ริเทียมที่ใช้ในรถอีวีที่มีอายุการใช้งานตามกำหนด 8-10 ปี ที่ผลิตในประเทศไทย โดย โรงงานที่เข้าร่วมมาตรการก็จะต้องจดทะเบียนกับกรมสรรพสามิต และมีระบบการผลิต ไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดอายุ อย่างเช่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะได้การลดหรือยกเว้นภาษีตามมาตรการสนับสนุนต่อไป

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรการอีวี ขณะนี้ได้จ่ายเงินชดเชยไปแล้วนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์อีวี คิดเป็นวงเงินสะสม 807 ล้านบาท จากกรอบงบ ประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยมีรถอีวีจำนวนกว่า 6,580 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 5,200 คัน คิดเป็นเงินชดเชย 782 ล้านบาท รถจักรยานยนต์ 1,370 คัน เป็นเงินชดเชย 24.6 ล้านบาท และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารการจ่ายชดเชยอีก 3,000 คัน คิดเป็นเงิน 395 ล้านบาท แบ่งเป็นรถยนต์ 2,500 คัน วงเงินชดเชย 385 ล้านบาท และรถจักรยานยนต์ 580 คัน เงินชดเชย 10 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดไตรมาส 2 ปีนี้.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ