
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สนค.ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาว่าหากสหรัฐฯและจีนสามารถแยกห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญออกจากกันได้แล้ว จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยหรือไม่ ทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่สหรัฐฯทำสงครามการค้ากับจีน และร่วมกับประเทศพันธมิตรกีดกันเทคโนโลยีสำคัญจากจีน โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่จีนได้ตอบโต้สหรัฐฯและพันธมิตร โดยห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้า จนส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้า รวมถึงการนำเข้าส่งออกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย นอกจากนี้สหรัฐฯยังได้ออกมาตรการและกฎหมายต่างๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง แบตเตอรี่ความจุพลังงานสูง รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แร่สำคัญ ยา และสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ขณะที่จีนส่งเสริมภาคการผลิตเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตของตนเอง เช่น Made in China 2025, แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ 2030 ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการแยกห่วงโซ่การผลิตระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์
“การแข่งขันและการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่รุนแรงขึ้น เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชีย จากการย้ายฐานผลิตออกจากจีน ซึ่งหลายประเทศเร่งออกนโยบายดึงดูดการลงทุน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซียและอินเดีย ดังนั้น ไทยต้องเร่งศึกษาและปรับตัวเพื่อช่วงชิงประโยชน์และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น.