
สิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้พ้นจากหลุมของวิกฤติโควิด–19 ที่เผชิญหน้ามาตลอด 3 ปี และกำลังเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และแรงขับเคลื่อนหลักของการฟื้นตัว คือการใช้จ่ายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมทั้งการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ยังคงเป็น “หัวใจ” หลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว และจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มขีดการแข่งขันทางการค้า ซึ่งนอกเหนือจากการเร่งลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ New S-Curve แล้ว การดูแลและสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำ หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีอนาคตอยู่ก็สำคัญเช่นกัน
“อุตสาหกรรมเหล็ก” ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยยังมีความสามารถ และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทยได้ แต่เช่นเดียวกับทุกภาคเศรษฐกิจของประเทศ “วิกฤติโควิด” ได้ส่งผลกระทบต่อ “ความต้องการใช้เหล็กทั่วโลก”
ขณะเดียวกัน “ธุรกิจเหล็กไทย” ยังต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กทั่วโลกของจีนลดทอนขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า
โดยที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้พยายามแก้ปัญหา อุดช่องโหว่ และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมเหล็กไทยมาโดยตลอด แต่ส่วนหนึ่งก็ยังต้องการการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เป็น “อุตสาหกรรมพื้นฐาน” ที่ส่งเสริมภาคการผลิต และการก่อสร้างในประเทศไทยและแข่งขันได้ในเวทีโลก
ธุรกิจเหล็กของไทยมีโอกาสมากน้อยเพียงไรที่จะช่วงชิง “ความต้องการ” ของตลาดเหล็กของโลกที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19 ขณะที่มีปัญหาและอุปสรรคหลักที่ต้องเผชิญในปี 2566 อย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ “นาวา จันทนสุรคน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมและอนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ชัดเจน
“ความต้องการใช้เหล็กของไทยปี 2565 มีอัตราถดถอยมากกว่าอัตราเฉลี่ยของทั้งโลก เหตุเพราะภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและต้นทุนพลังงานสูง แต่คาดปีหน้าฟื้นตัวใกล้เคียงปริมาณปี 2564 ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย” นายนาวากล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ”
ทั้งนี้ จากปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง นโยบายทางการเงินที่เข้มงวด ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของจีน และประเทศต่างๆ รวมทั้งปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ตลอดจนราคาพลังงานสูง ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการใช้เหล็กรวมของโลกในปี 2565 ถดถอยลง 2.3% โดยคาดเหลือ 1,796.7 ล้านตัน ลดลง 42.1 ล้านตัน
โดยประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้เหล็กมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 ในปี 2565 มีความต้องการใช้ 914 ล้านตัน ลดลง 4% จากปี 2564 ขณะที่ประเทศที่ใช้เหล็กเป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างอินเดียใช้ 112.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.1% อันดับ 3 อเมริกาใช้เหล็ก 99.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1% อันดับ 4 ญี่ปุ่น 57.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.2% อันดับ 5 เกาหลีใต้ 54.6 ล้านตัน ลดลง 2.5% อันดับ 6 รัสเซีย 41.3 ล้านตัน ลดลง 6% และอันดับ 7 เยอรมนี 33.6 ล้านตัน ลดลง 4.9% ซึ่งแม้ว่าความต้องการใช้เหล็กในแต่ละประเทศมีทิศทางสวนทางกัน แต่ภาพรวมยังติดลบ
“ทำให้ผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตมหาศาลอย่างจีน ซึ่งความต้องการใช้เหล็กในประเทศหดตัวลงรุนแรง ได้ทุ่มตลาดเหล็ก (ตั้งราคาขายประเทศปลายทางต่ำกว่าราคาขายในประเทศผู้ผลิต) ไปยังประเทศที่มีการปกป้องการทุ่มตลาดไม่เข้มแข็ง รวมถึงไทย ซึ่งซ้ำเติมให้ตลาดเหล็กทั่วโลกปั่นป่วนมากขึ้น ขณะที่ไทยความต้องการใช้เหล็กปี 2565 ถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 2 แต่ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในไตรมาส 3 แล้วเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นมา”
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม คาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กปี 2565 อยู่ที่ 16.8 ล้านตัน หดตัว 10% จากปี 2564 แยกเป็นความต้องการใช้เหล็กทรงยาว ลดลงเพียง 4% เพราะยังมีการก่อสร้างภาครัฐเป็นฐานหลัก แม้การก่อสร้างภาคเอกชนซบเซา ในขณะที่ความ ต้องการใช้เหล็กทรงแบน
ลดลงมากกว่า 15% เนื่องจากผลกระทบของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อัตราการบริโภคเหล็กต่อคนต่อปีของคนไทย ลดลงจาก 281 กิโลกรัม (กก.) ในปี 2564 เหลือ 254 กก. ในปี 2565
ขณะที่ทิศทางของอุตสาหกรรมเหล็กในปี 2566 นั้น นายนาวาวิเคราะห์ว่า “ราคาสินค้าเหล็กในตลาดโลกปี 2565 ที่ขึ้นไปสูงในไตรมาส 2 ได้ปรับลงตั้งแต่ไตรมาส 3 น่าจะถึงจุดต่ำสุดในไตรมาสสี่นี้ จากนั้นราคาจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะ เศรษฐกิจของโลกและแต่ละภูมิภาค”
อย่างไรก็ตาม ปี 2566 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กของโลกจะเพิ่มขึ้นเพียง 1% เป็น 1,814.7 ล้านตัน โดยจีนซึ่งใช้ เหล็กมากที่สุดในโลก จะมีความต้องการใช้เหล็กทรงตัวที่ 914 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 50.4% ของทั้งโลก หรืออาจมีทิศทางบวก หากรัฐบาลจีนผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ป้องกันโควิด
ในขณะที่บางภูมิภาคของโลก จะประสบปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งความต้องการใช้เหล็กปีหน้าถดถอย ลงต่อเนื่องอีก 6.7% กลุ่มประเทศยุโรป ความต้องการใช้ลดลงต่อเนื่องอีก 1.3% ส่วนกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ จะมีความต้องการใช้เพิ่ม 3.9% เป็น 71.1 ล้านตัน และอาเซียนจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นราว 6% เป็น 81.4 ล้านตัน
สำหรับประเทศไทย ความต้องการใช้เหล็กปี 2566 น่าจะฟื้นตัวใกล้เคียงกับปี 2564 ราว 18.6 ล้านตัน เนื่องจากผลเชิงบวกทางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่ดีขึ้น รวมทั้งการก่อสร้างภาครัฐที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง จากงบลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาท ในงบประมาณปี 2566 แม้การก่อสร้างภาคเอกชนอาจยังเผชิญปัญหาสืบเนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูง
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ด้านต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ขึ้นรุนแรงในปี 2565–2566 ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกับอุตสาหกรรมอื่น
ทำให้ที่ผ่านมา ส.อ.ท. นำโดยประธาน ส.อ.ท. นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ได้นำเสนอรัฐบาลให้พิจารณาชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าช่วงต้นปี 2566 ออกไปก่อน พร้อมแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
นอกจากนั้น ปัญหาที่สำคัญมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา คือการใช้มาตรการทุ่มตลาดเหล็กทั่วโลก รวมทั้งตลาดไทยของจีน และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการค้าของเหล็กไทย
นายนาวาย้ำว่า มาตรการที่หลายประเทศใช้ในช่วงสู้ภัยเศรษฐกิจ และดูแลภาคอุตสาหกรรม นอกเหนือจากการลงทุนภาครัฐ เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ประเทศต่างๆยังได้ดำเนินหลากหลายมาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวดและทันการ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention : AC) และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) เพื่อปกป้องส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน
และแม้ประเทศที่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่สุดของโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือประเทศผู้ผลิตในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่างก็ใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อดูแลอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ในขณะที่ไทยใช้เพียงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เท่านั้น
แม้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แก้ปัญหารอยต่อทางกฎหมาย โดยปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 หลังจากใช้บังคับมานานถึง 20 ปี โดยเพิ่มข้อบัญญัติเกี่ยวกับการตอบโต้พฤติกรรมการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (AC) มีผลตั้งแต่เดือน พ.ย. 2562 และใช้เวลาอีก 1 ปี กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ออกกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวในปี 2563 แล้ว
แต่ในข้อเท็จจริงเรื่องเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น โดยจนถึงปัจจุบันผ่านมาอีก 2 ปีกว่า ก็ยังไม่มีการใช้มาตรการ AC แต่อย่างใด ความล่าช้านี้ เป็นสาเหตุให้เหล็กจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ยังทุ่มตลาดมายังไทย จนทำให้อุตสาหกรรมเหล็กของไทยถดถอย
ภาวะการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ลดเหลือเพียงกว่า 30% เท่านั้น จากกำลังการผลิตรวม 23 ล้านตันต่อปี ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้กำลังการผลิตเหล็กเฉลี่ยของโลกที่ 74%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ทราบจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากใช้เวลาเตรียมการต่างๆมานานแล้ว จึงขอสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งรัดไต่สวน และดำเนินการตอบโต้การหลบเลี่ยงโดยเร็ว โดยสินค้าเหล็กมีการหลบเลี่ยงอากรทุ่มตลาด และภาษีนำเข้าในรูปแบบต่างๆ เช่น สำแดงประเภทสินค้าอันเป็นเท็จ หรือเจือธาตุอัลลอยเล็กน้อย
เพื่อเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากร เป็นต้น ซึ่งในช่วงปี 2562-2565 ไทยนำเข้าเหล็กเจืออัลลอยเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยยอมรับว่า มีความท้าทายในกระบวนการผลิตเหล็กของไทยทั้งปัจจุบันและอนาคตเพิ่มขึ้นมาก ภายใต้เทคโนโลยี และการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้ และได้มีการเร่งพัฒนามาตามลำดับ และพยายามทำมากขึ้นในประเด็นสำคัญๆ
ทั้งการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในไทยมีส่วนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และความเจริญของประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ในด้านต่างๆ เช่น เหล็กคาร์บอนต่ำ เหล็กเพื่อโครงสร้างของพลังงานทางเลือก เหล็กเพื่อยานยนต์ไฟฟ้า เหล็กเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน เหล็กเพื่อเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการนำเหล็กมาใช้ซ้ำ (Reuse) นำมาแปรรูปซ้ำ (Remanu facturing) และนำมาผลิตซ้ำ (Recycling) เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุที่นำมาใช้ซ้ำหมุนเวียน (Material Efficiency) ได้สูงสุดมากกว่า 97%
“การลดใช้พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทย ที่เน้นสังคมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน คาดว่า การผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันราว 1 ล้านตันเศษต่อปี หรือเป็นสัดส่วนราว 0.5% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยจากทุกภาคส่วนของประเทศไทย”
และเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กของไทย ภาครัฐต้องมีระบบคัดกรองที่ดีสำหรับโรงงานเหล็กที่จะส่งเสริมหรืออนุญาตให้เปิดดำเนินการใหม่ หรือขยายในประเทศ เพื่อสร้างสมดุลของห่วงโซ่การผลิต และป้องกันปัญหากำลังการผลิตเกินด้วย
โดยขอเสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณามาตรการและหลักเกณฑ์คัดกรองโรงงานเหล็กที่จะตั้งใหม่ หรือขยาย โดยเฉพาะโรงงานเหล็กจากจีนที่ใช้เทคโนโลยีเก่า และไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่กำลังการผลิต 150 ล้านตันต่อปี และถูกรัฐบาลจีนสั่งปิดเด็ดขาดเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งได้ขนย้ายโรงงานและเครื่องจักรเก่ามาเปิดการผลิตในอาเซียนแทน รัฐบาลไทยต้องเข้มงวด ห้ามจัดตั้งโรงงานเหล็กที่ใช้เทคโนโลยีล้าสมัยในประเทศ แต่ควรส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานเหล็กที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและผลิตเหล็กขั้นสูง หรือเหล็กที่ยังขาดแคลนกำลังการผลิตภายในประเทศเท่านั้น
“เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ภาคเอกชนยังต้องการกำลังสนับสนุนที่สำคัญยิ่งจากภาครัฐ ทั้งในส่วนการดูแลและส่งเสริมมาตรการการค้าต่างๆ และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมทั้งเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันมาต่อเนื่อง” นายนาวา กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมเศรษฐกิจ